รู้จักกับมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกมักพบในสตรีวัยหมดประจำเดือนแล้ว เชื่อว่าสาเหตุมีความสัมพันธ์กับฮอร์โมนเพศเช่นเดียวกับมะเร็งเต้านม คือจะพบในตรีที่ไม่มีบุตร มีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย และหมดประจำเดือนช้า นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ที่สูบบุหรี่มีอัตราเสี่ยงไม่แพ้กัน

การป้องกันมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

พบว่าการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดช่วยป้องกันการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกได้ นอกจากนั้นยังช่วยกันการเกิดมะเร็งรังไข่ด้วย

อาการของมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

อาการที่สำคัญของมะเร็งชนิดนี้ก็คือ มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด โดยเฉพาะเวลาหมดระดู คนทั่วไปเลยคิดว่าเป็นเรื่องปกติของวัยหมดระดู ทำให้พบมะเร็งช้าเกินไป

การแบ่งระยะของโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

ระยะที่ 1 มะเร็งอยู่ที่ตัวมดลูก พบร้อยละ 70-95 ของผู้ป่วย มีอัตราการรอดชีวิตที่ 5 ปี ร้อยละ 85
ระยะที่ 2 มะเร็งลุกลามไปถึงปากมดลูก แต่ยังไม่ลุกลามออกไปนอกตัวมดลูก พบร้อยละ 11 ของผู้ป่วย มีอัตรารอดชีวิตที่ 5 ปี ร้อยละ 60
ระยะที่ 3 มะเร็งลุกลามออกไปนอกมดลูกแต่ยังอยู่ในอุ้งเชิงกราน พบร้อยละ 11 ของผู้ป่วยมีอัตรารอดชีวิตที่ 5 ปี ร้อยละ 30
ระยะที่ 4 มะเร็งลุกลามหรือแพร่กระจายออกไปนอกอุ้งเชิงกราน พบร้อยละ 3 ของผู้ป่วย และมีอัตรารอดชีวิตที่ 5 ปี เหลือเพียงร้อยละ 10

การรักษามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

การรักษาหลักในโรคมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก คือการผ่าตัดมดลูก ปีกมดลูก รังไข่ และบางครั้งผ่าตัดต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานออกด้วย ต่อจากนั้นจึงประเมินผลชิ้นเนื้อหลังการผ่าตัดอีกครั้งด้วยการตรวจทางพยาธิวิทยาเพื่อดูการลุกลามของโรค เมื่อพบเป็นโรคระยะลุก ลาม แพทย์จะรักษาต่อเนื่องด้วยรังสีรักษาและ/หรือยาเคมีบำบัด ส่วนยารักษาตรงเป้ายังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษา

แต่โรคในระยะที่ผ่าตัดไม่ได้ หรือเมื่อสุขภาพผู้ป่วยไม่อำนวยต่อการผ่าตัด การรักษาคือ รังสีรักษาวิธีการเดียว หรือร่วมกับยาเคมีบำบัด ทั้งนี้ขึ้นกับระยะโรค และดุลพินิจของแพทย์

ข้อควรปฏิบัติสำหรับมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

– ควรตรวจภายในทุกปีหลังอายุ 40 ปี
– ควรพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติของประจำเดือนโดยเฉพาะการกลับมามีเลือดออกอีกภายหลังหมดประจำเดือนแล้วโดยควรได้รับการขูดมดลูกตรวจด้วย

มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก มีอาการคือมีเลือดออกแบบผิดปกติ ดังนั้นเมื่อมีเลือดออกที่ไม่ปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

รู้จักกับมะเร็งรังไข่

มะเร็งรังไข่สามารถโต และกระจายได้อย่างรวดเร็วในช่องท้องและเป็นตำแหน่งที่สังเกตได้ยากผู้ป่วยจึงมักจะพบแพทย์ในระยะที่เป็นมากแล้ว พบมากในช่วงอายุ 50-60 ปี สำหรับมะเร็งไข่บางชนิด จะพบในเด็กสาวที่มีอายุน้อยกว่า 20 ปี

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดมะเร็งรังไข่

ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดเกี่ยวกับสาเหตุที่แท้จริงของมะเร็งรังไข่ได้ แต่เราสามารถประเมินปัจจัยที่มีความเสี่ยงต่าง ๆ ได้ ดังนี้

– พันธุกรรม ประวัติที่มีญาติเป็นมะเร็งรังไข่หรือมะเร็งชนิดอื่น จะต้องเฝ้าระวังมะเร็งรังไข่ให้มากขึ้น ยังมีรายงานว่าผู้ที่เป็นมะเร็งปากมดลูก และมะเร็งระบบทางเดินอาหาร เช่น มะเร็งลำไส้ ก็จะมีโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่ได้มากกว่าคนปกติด้วย
– ผู้ที่มีไข่ตกต่อเนื่องเป็นเวลานาน ผู้ที่มีบุตรยากหรือไม่มีบุตร และได้รับการกระตุ้นของรังไข่เพื่อให้มีบุตร และผู้ที่ไม่มีบุตรมีโอกาสเป็นมะเร็งรังไข่มากกว่าผู้ที่มีบุตร
– สตรีที่มีอายุมากตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ก็จะมีความเสี่ยงมากขึ้น
– การรับประทานอาหาร ผู้ที่รับประทานอาหารที่มีไขมันสัตว์ มีผลเกี่ยวข้องกับมะเร็งรังไข่ด้วย
– สตรีที่ได้รับแร่ใยหิน สารที่นำไปใช้เป็นฉนวนกันความร้อน จะไปกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเยื่อบุผิวในรังไข่ได้
– สตรีที่ใช้แป้งฝุ่นที่มีส่วนผสมของ Talc ทาบริเวณขาหนีบและภายนอกอวัยวะเพศจะมีโอกาสเข้าไปในอุ้งเชิงกราน ผ่านทางช่องคลอด เข้าไปสะสมในโพรงมดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่สะสมจนเกิดโรคมะเร็งได้ แต่ยังไม่สรุปเป็นที่แน่นอน

อาการมะเร็งรังไข่

1. อาการของระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อ รู้สึกว่าอาหารไม่ย่อย ท้องผูก แน่นท้องหลังอาหารแม้รับประทานเพียงไม่มาก
2. รู้สึกถ่วงในท้องน้อย กดเบียดลำไส้ส่วนปลายทำให้ปวดถ่วง ถ่ายอุจจาระไม่ออก
3. อาการของระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น ถ่ายปัสสาวะบ่อย ๆ กลั้นปัสสาวะไม่ค่อยอยู่
4. ปวดท้องน้อยระหว่างการมีเพศสัมพันธ์
5. มีเลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดทั้งที่อยู่ในวัยหมดประจำเดือน
6. ขนาดหน้าท้องโต เมื่อเป็นระยะแรกขนาดของหน้าท้องจะไม่ผิดปกติ เมื่อเป็นมากขึ้นท้องโตขึ้น เนื่องจากมีก้อนหรือน้ำในท้อง ผู้ป่วยบางรายจะสังเกตุจากการที่ไม่สามารถใส่กางเกงขนาดเดิมได้ โดยที่ผู้ป่วยอาจคลำก้อนได้ หรือหมอเป็นผู้คลำ ส่วนน้ำในท้อง มีตั้งแต่น้ำน้อย ๆ จนถึงมีน้ำมาก เหมือนมีลูกแตงโมอยู่ในท้อง ที่ชาวบ้านเรียกว่า ท้องมาน
7. ผู้ป่วยอาจจะผอมลง น้ำหนักตัวลด คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ในระยะหลังของโรค เมื่อมะเร็งลุกลามไปมาก

ระยะของมะเร็งรังไข่

ระยะ 1 : เซลล์มะเร็งยังอยู่ภายในรังไข่ 1 หรือ 2 ข้าง
ระยะ 2 : เซลล์มะเร็งกระจายจากรังไข่สู่อวัยวะในช่องเชิงกราน เช่น ท่อนำไข่ หรือมดลูก
ระยะ 3 : เซลล์มะเร็งกระจายจากรังไข่และช่องเชิงกราน ไปยังช่องท้องหรือต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง
ระยะ 4 : เซลล์มะเร็งกระจายจากรังไข่ไปยังอวัยวะที่ไกลออกไป เช่น ตับ ปอด

ข้อควรปฏิบัติสำหรับมะเร็งไข่

– ควรได้รับการตรวจภายในปีละครั้ง หลังอายุ 40 ปี
– หากมีความผิดปกติของประจำเดือน เช่น ขาดประจำเดือนก่อนวัยอันควร การมีเลือดออกผิดปกติ ปวดท้องน้อย หรือสงสัยจะมีก้อนบริเวณท้องน้อย ควรพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจภายใน

จากอาการของมะเร็งรังไข่ จะพบว่ามีอาการเหมือนคนปกติทั่วไปที่เป็นกันบ่อย ๆ และมักจะหายเอง แต่จากการศึกษาพบว่าผู้ป่วยมะเร็งรังไข่จะมีอาการบ่อยกว่าคนปกติ ดังนั้นควรหมั่นตรวจสอบตัวเองบ่อย ๆ ถ้าหากสงสัยควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการ

ถ้าไม่อยากเป็นมะเร็งรังไข่ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินผักผลไม้เป็นประจำ ตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ และลดการกินอาหารที่มีไขมันจากสัตว์ เพราะไขมันจากสัตว์เป็นปัจจัยหนึ่งของมะเร็งรังไข่

รู้จักกับมะเร็งผิวหนัง

มะเร็งผิวหนังเป็นมะเร็งที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ เพราะสามารถตรวจพบได้เร็ว และติดตามการรักษาได้ง่าย นอกจากนี้ยังมีธรรมชาติของโรคที่เจริญเติบโตช้า ในบรรดามะเร็งผิวหนังที่พบบ่อยนั้นมีเพียงชนิดเดียวที่ยากต่อการรักษา คือมะเร็งของเม็ดสี ที่เรียกกันว่า มะเร็งไฝดำ แต่จะมีการกระจายไปตามกระแสเลือดได้อย่างรวดเร็ว

การป้องกันและการรักษามะเร็งผิวหนัง

– หลีกเลี่ยงการโดนแดดมากเกินไปหรือการอาบแดด โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ ควรดูแลให้ใส่เสื้อแขนยาว ทาครีมกันแดด และสวมหมวก เมื่อต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดด
– หากสามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรออกไปเผชิญกับแดดในช่วงเวลาตั้งแต่ 11:00 – 15:00 น. ซึ่งเป็นช่วงที่แสงแดดรุนแรงที่สุดของวัน
– ถ้าจำเป็นต้องโดนแดดก็ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่ปกปิดผิวและทาครีมกันแดด
– หมั่นตรวจสอบความผิดปกติของผิวหนังด้วยตนเองอย่างสม่ำเสมอ และหากสังเกตเห็นความผิดปกติใดๆ เกิดขึ้นควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง หรือแพทย์ผิวหนังทันที และควรตรวจเช็คอย่างละเอียดทุกๆ 6 เดือนหรือ 1 ปี
– รับประทานอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีส่วนประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระให้บ่อยครั้งขึ้นต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะหลังจากที่ต้องเผชิญกับแสงแดดรุนแรง หรือเกิดผิวหนังไหม้พุพอง เพื่อเป็นตัวช่วยให้ร่างกายสามารถเยียวยาตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และหากคุณเป็นคนที่ชอบอาบแดดเป็นประจำ ควรรับประทานอาหารหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ

มะเร็งผิวหนังที่พบบ่อย

1. มะเร็งที่เกิดจากเซลล์ในชั้นฐานของหนังกำพร้า (Basal Cell Carcinoma) มีลักษณะเป็นตุ่มนูนใส ขอบม้วน มักจะพบในบริเวณที่ถูกแสดงแดด เช่น ใบหน้า
2. มะเร็งที่เกิดจากเซลล์ในชั้นหนังกำพร้า (Squamous Cell Carcinoma) มีลักษณะเป็นนูน แดง ผิวหนังแตกเป็นแผล เลือดออกง่าย พบบ่อยบริเวณใบหน้า ริมฝีปาก ขอบใบหู และยังสามารถแพร่กระจายไปยังส่วนอื่น ๆ ได้ มักขยายเป็นวงกว้างได้เร็วกว่ามะเร็งผิวหนังแบบแรก
3. มะเร็งที่เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสี (Malignant Melanoma) มีลักษณะคล้ายไฝหรือขี้แมลงวัน หรือ เป็นจุดดำบนผิวหนัง มักพบบนฝ่ามือ ฝ่าเท้า ใต้เล็บ สัญญาณอันตรายของมะเร็งผิวหนังชนิดนี้คือ มีการเปลี่ยนแปลงของผิวที่เป็นไฝ เช่น มีการตกสะเก็ด ลอก มีอาการปวด มีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลออกมา

ข้อควรปฏิบัติสำหรับมะเร็งผิวหนัง

– งดการถูกแสงแดดจัด ๆ เป็นเวลานาน เพราะแสงแดดสามารถทำให้เกิดมะเร็งผิวหนังได้
– เมื่อเกิดแผลเรื้อรัง ซึ่งรักษาไม่หายภายใน 2 สัปดาห์ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของหูด ปาน และไฝ หรือแผลเป็น คือ มีสีเข้มขึ้น ขยายขนาดขึ้น หรือแตกออกเป็นแผล ควรได้รับการตรวจรักษาโดยเร็ว

มะเร็งผิวหนังแม้ว่าจะรักษาให้หายได้และเป็นโรคที่เจริญเติบโตช้า แต่ว่าถ้าหากเป็นแล้วการที่จะรักษาต้องใช้เวลา บางคนถ้าเป็นโรคผิวหนังที่ใบหน้าก็อาจจะทำให้ใบหน้ามีรอยตำหนิได้ ดังนั้น ถ้าหากสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคมะเร็งผิวหนังควรไปพบแพทย์ และหมั่นป้องกันตัวเองอย่างสม่ำเสมอ จำไว้ว่ามะเร็งเป็นเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คุณคิด

รู้จักกับมะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือมะเร็งโลหิตขาว

มะเร็งเม็ดเลือดขาวหรือมะเร็งโลหิตขาวรู้จักกันดีในชื่อ ลิวคีเมีย(Leukemia) เป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในเด็ก การวินิจฉัยในช่วงแรกมีโอกาสผิดพลาดได้ง่าย เพราะอาการแสดงนั้นไม่จำเพาะเจาะจง ทั้งเด็กชายและหญิง มีโอกาสเป็นเท่า ๆ กัน สำหรับผู้ใหญ่ก็อาจพบได้เช่นกัน

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

– การได้รับรังสีเป็นจำนวนมาก เช่นระเบิดปรมณู
– การได้รับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ยังต้องรอการศึกษายืนยัน
– ทางพันธุกรรม เช่น เด็ก Down’ syndrome
– ผู้ที่ทำงานสัมผัสสารเคมีเช่น benzene

วิธีการป้องกันมะเร็งเม็ดเลือดขาว

สำหรับมะเร็งบางชนิดในผู้ใหญ่ อาจจะสามารถป้องกันได้บ้าง โดยการใช้ชีวิตแบบมีคุณภาพ ไม่ดื่มเหล้า
ไม่สูบบุหรี่ เลี่ยงอาหารที่มีสารก่อให้เกิดโรคมะเร็ง แต่เนื่องจากสาเหตุของการเกิดมะเร็งเม็ดเลือดขาวในเด็กส่วนใหญ่เกิดขึ้นเอง ไม่มีสาเหตุที่ป้องกันได้ จึงยากที่จะป้องกันการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้

อาการที่สังเกตได้จากมะเร็งเม็ดเลือดขาว

1. อาการแรกที่เป็น คือ เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ซีด อ่อนเพลียง่าย อันนี้เป็นลักษณะเดิมทั่วไปทั้งหลาย
2. มีเลือดออกง่าย เพราะมะเร็งเม็ดเลือดขาวจะมีเกร็ดเลือดต่ำ จึงทำให้เลือดออกง่าย เช่น ออกตามไรฟัน มีจ่ำเขียวขึ้นบนตามตัว หรือมีประจำเดือนมากผิดปกติ
3. มีเม็ดเลือดขาวปริมาณมากแต่ทำหน้าที่ไม่ได้ตามเท่าที่จะเป็น เฉพาะเม็ดเลือดขาวมีหน้าที่ต่อ สู้กับเชื้อโรค แต่เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต่อสู้เชื้อโรคไม่ได้ ก็มีการติดเชื้อง่ายมีไข้ มีการติดเชื้อในตำแหน่งต่าง ๆ
4. เม็ดเลือดขาวไปบีบบังอวัยวะต่าง ๆ หรือสะสมอยู่ ก็ทำให้มีก้อนขึ้นที่ขาหนีบ ต่อมน้ำเหลือง ขา คอ หรือมีตับ ม้ามโต

แนวทางการรักษาสำหรับโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว

1. การรักษาแบบประคับประคอง การรักษาแบบประคับประคองที่ควรทำได้แก่ การให้ส่วนประกอบของเลือดชนิดต่าง ๆ ที่เหมาะกับภาวะโรคของผู้ป่วย การให้ยาปฏิชีวนะในผู้ป่วย ที่มีไข้ การลดจำนวนเม็ดเลือดขาวเบื้องต้น เป็นต้น
2. การรักษาจำเพาะ

ข้อควรปฏิบัติสำหรับมะเร็งเม็ดโลหิตขาว

– เด็กหรือผู้ใหญ่ที่มีอาการไข้เรื้อรัง และมีอาการซีด โดยเฉพาะในรายที่มีจุดเลือดออกใต้ผิวหนังหรือจ้ำเลือดตามตัว ควรได้รับการตรวจจากแพทย์และตรวจเลือดด้วย
– ผู้ที่มีประวัติการได้รับยาเคมีบำบัด หรือได้รับรังสีเกินขนาด ควรพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อเฝ้าระวังโรคมะเร็ง

ถึงแม้ว่าปัจจุบันมะเร็งเม็ดเลือดขาวจะยังไม่ทราบวิธีการป้องกัน แต่การดูแลตนเองด้วยการกินอาหารให้ถูกสุขลักษณะ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำก็ทำให้ร่างกายเราแข็งแรง และยังห่างไกลจากโรคภัยได้อีกด้วย

รู้จักกับมะเร็งตับ

มะเร็งตับเป็นมะเร็งที่พบมากในกลุ่มของประชาชนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำหรับทั่วโลกพบว่ามะเร็งตับพบได้บ่อยเป็นอันดับ 5 ของโลก และเป็นสาเหตุการตายอันดับ 3 ของการตายด้วยโรคมะเร็ง

ตับเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มีน้ำหนักโดยประมาณ 2% ของน้ำหนักตัว ตำแหน่งของตับอยู่ชายโครงขวา แบ่งเป็น 2 กลีบคือกลีบขวาและซ้าย โดยมีเส้นเลือดมาเลี้ยง 2 เส้นคือ hepatic artery และ portal vein ตับมีหน้าที่สะสมสารอาหาร เช่น น้ำตาล โปรตีน ไขมัน และวิตามินไว้ให้ร่างกายใช้ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ทำลายของเสีย

โรคมะเร็งตับ เป็นโรคที่เกิดจากเซลล์ของตับกลายเป็นเซลล์มะเร็งมีการแบ่งตัว และแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่น ปัจจัยเสี่ยงได้แก่ การดื่มสุรา การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ

ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดมะเร็งตับ

– ไวรัสตับอักเสบ ส่วนใหญ่ร้อยละ 75-80 ของผู้ป่วยมะเร็งตับเกิดในผู้ป่วยที่เป็นไวรัสตับอักเสบ โดยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีร้อยละ 50-55 และติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ร้อยละ 25-30 โดยผู้ที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบีมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับสูงมากกว่าคนที่ไม่เป็นพาหะ ถึง 100-400 เท่า
– เป็นโรคตับแข็ง
– เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ มีการศึกษาพบว่าถ้าดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 41-80 กรัมต่อวัน จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ 1.5 เท่า และถ้าดื่มมากกว่า 80 กรัมต่อวัน จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นเป็น 7.3 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มหรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์น้อยกว่า 40 กรัมต่อวัน และความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับจะไม่ลดลงแม้ว่าจะหยุดดื่มแล้วก็ตาม
– สารอัลฟลาท็อกซิน Aflatoxin ซึ่งเกิดจากเชื้อราบางชนิด พบในอาหารประเภทถั่ว ข้าวโพด พริกแห้ง เป็นต้น ผู้ที่ตรวจพบว่ามีสารอัลฟลาท็อกซิน จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับ 5.0-9.1 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ตรวจไม่พบสารดังกล่าวในร่างกาย

การป้องกันมะเร็งตับ

– แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ บี แก่เด็กทุกราย รวมทั้งให้ความรู้แก่ประชาชนถึงวิธีการติดต่อของไวรัสตับอักเสบ บี และซี
– ลดสาร aflatoxin โดยการเน้นการเก็บอาหารให้แห้งเพื่อลดปริมาณ aflatoxin
– โรคตับแข็ง โดยการลดการดื่มสุรา
– พยาธิใบไม้ในตับ ให้ประชาชนลดการบริโภคอาหารดิบ ๆ
– สารเคมีต่าง ควรมีมาตรการป้องกันทั้งผู้บริโภค และคนงานมิให้ได้รับสารเคมีเหล่านี้

วิธีการตรวจคัดกรองและวินิจฉัยมะเร็งตับ

– ตรวจเลือดหาค่า Alfa-fetoprotein (AFP)
– การทำอัลตร้าซาวน์ตับ

การรักษามะเร็งตับ

ผู้ป่วยส่วนใหญ่เมื่อมีอาการชัดเจนแล้ว มักจะเป็นมะเร็งระยะท้าย ซึ่งไม่อาจเยียวยาให้หายได้ แพทย์จะให้การบำบัดรักษา เช่น ผ่าตัด ฉายรังสี เคมีบำบัด และวิธีอื่นๆ เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนและความทุกข์ทรมาน ช่วยส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย และยืดอายุให้ยืนยาวออกไปให้ได้มากที่สุด

ส่วนผู้ป่วยส่วนน้อยที่ตรวจพบมะเร็งตับระยะแรก ก็จะให้การรักษาด้วยการผ่าตัด ปลูกถ่ายตับ เคมีบำบัด และวิธีอื่นๆ ซึ่งจะช่วยให้หายขาด หรือมีชีวิตยืนยาวได้

ข้อควรปฏิบัติสำหรับมะเร็งตับ

– หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา การบริโภคอาหารประเภท ถั่ว ข้าว หรือข้าวโพดที่ชื้น และมีราขึ้น โดยเฉพาะถั่วลิสงป่น และการกินอาหารประเภทปลาน้ำจืด กุ้ง และหอยน้ำจืดที่ไม่ได้ทำให้สุกเสียก่อน
– ควรพบแพทย์ เมื่อมีอาการแน่น อืดท้อง เจ็บเสียด และคลำได้ก้อนบริเวณชายโครงขวา และลิ้นปี่
– ในผู้ที่มีประวัติตับแข็ง หรือตับอักเสบจากเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี ต้องคอยเฝ้าระวังโรคและต้องพบแพทย์เมื่อมีอาหารผิดปกติ
– ผู้ที่ทำงานที่ต้องสัมผัสกับเลือด และน้ำเหลืองของผู้ป่วย ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบด้วย

รู้จักกับมะเร็งปอด

มะเร็งปอด เกิดจากเซลล์เยื่อบุหลอดลมปอดที่ได้รับการระคายเคืองมาเป็นระยะเวลานาน จึงอาจเรียกชื่อมะเร็งตามต้นกำเนิดอีกชื่อหนึ่ง ว่า Bronchogenic Carcinoma เริ่มแรกมะเร็งปอดจะเป็นก้อนขนาดเล็ก หากปล่อยไว้ก้อนจะโตขึ้นลุกลามเข้าแทนที่เนื้อปอดปกติ และกระจายไปสู่อวัยวะอื่นๆ เช่น ตับ สมอง กระดูก เป็นต้น เกิดขึ้นเนื่องจากมีสารพิษตกค้างอยู่ในระบบทางเดินหายใจ หรือว่าที่ปอดนั้นเอง

ชนิดของมะเร็งปอด

มะเร็งปอดแบ่งออกเป็น 2 ชนิดตามขนาดของเซลล์ ซึ่งขนาดของเซลล์มีความสำคัญเนื่องจากจะเกี่ยวข้องกับวิธีการรักษาด้วย
1. มะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (small cell lung cancer) จะพบได้ประมาณ 10-15% เซลล์จะแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว เร็วกว่ามะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว การรักษาส่วนมากจะใช้วิธีการใช้ยาหรือฉายรังสี
มะเร็งปอดชนิดไม่ใช่เซลล์เล็ก (non-small cell lung cancer) พบได้บ่อยกว่ามะเร็งปอดชนิดเซลล์เล็ก (พบได้ประมาณ 85-90%) แต่มีการแพร่กระจายได้ช้ากว่า และสามารถรักษาให้หายได้โดยการผ่าตัดหากพบตั้งแต่เนิ่น ๆ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งปอด

บุหรี่ เป็นสาเหตุของมะเร็งปอดถึงร้อยละ 80-90 การสูบบุหรี่ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์หลอดลม ทำให้เกิดการกลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็งได้
สารพิษ การสัมผัสสารแอสเบสตอสหรือแร่ใยหิน ซึ่งใช้ในวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ฉนวนกันความร้อน การก่อสร้าง โครงสร้างอาคาร ผ้าเบรค คลัช อุตสาหกรรมสิ่งทอและเหมืองแร่
รังสี การได้รับการฉายรังสีบริเวณปอด และรังสีเรดอน ซึ่งเป็นก๊าซกัมมันตรังสี ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส เกิดจากการสลายตัวของแร่ยูเรเนียมในใยหิน กระจายอยู่ในอากาศและน้ำใต้ดินในที่ที่อากาศไม่ถ่ายเท ซึ่งหากได้รับในปริมาณมากก็อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปอดได้
โรคปอด ผู้ที่เคยมีรอยแผลเป็นของโรคที่ปอด เช่น เคยเป็นวัณโรคปอด หรือผู้ที่ป่วยเป็นโรคถุงลมโป่งพอง จะมีโอกาสเกิดมะเร็งปอดสูงกว่าบุคคลทั่วไป
ปัจจัยอื่น ๆ เช่น อายุที่มากขึ้น การใช้ยาเสพติดบางประเภท เช่น กัญชาและโคเคน ภาวะขาดวิตามินเอ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็งปอดด้วย ส่วนความสัมพันธ์ระหว่างกรรมพันธุ์กับการเกิดมะเร็งปอดยังไม่มีความชัดเจนนัก

อาการของโรค

โดยทั่วไปแล้วมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นมักไม่แสดงอาการ แต่เมื่อโรคลุกลามแล้ว อาจพบอาการดังต่อไปนี้
– ไอเรื้อรัง (ไอแห้งหรือไอมีเสมหะ)
– มีปัญหาการหายใจ เช่น หายใจสั้น
– หายใจมีเสียงหวีด
– เจ็บบริเวณหน้าอกตลอดเวลา
– ไอมีเลือดปน
– เสียงแหบ
– ติดเชื้อในปอดบ่อย ๆ เช่น ปอดบวม
– เหนื่อยง่าย หรือรู้สึกเหนื่อยตลอดเวลา
– น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

ข้อควรปฏิบัติสำหรับมะเร็งปอด

– ไม่สูบบุหรี่ และหลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีการสูบบุหรี่
– ผู้ที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม หรือเหมืองแร่ ควรมีผ้าคลุมจมูกเพื่อเป็นการกรองเศษผงในอากาศเวลาหายใจ
– ผู้ที่เสี่ยงได้แก่ ผู้ที่สูบบุหรี่ ผู้ที่ทำงานในที่ที่มีฝุ่นละอองมาก ๆ ผู้ที่มีอาการอักเสบในปอด ควรได้รับการตรวจเสมหะเพื่อหาเซลล์มะเร็งทุก 4 เดือน หรือเอกซเรย์ปอดปีละครั้ง

จะเห็นว่ามะเร็งปอดนั้นส่วนใหญ่มาจากบุหรี่ เป็นสาเหตุถึง 80-90% ดังนั้นเราควรงดสูบบุหรี่ เพื่อเป็นการป้องกันอันดับแรก ซึ่งใครที่ยังเลิกไม่ได้ก็ค่อย ๆ ลดการสูบบุหรี่ไปก่อน ป้องกันตัวเองไว้ ดีกว่าต้องมาแก้และรักษาทีหลัง

รู้จักกับมะเร็งเต้านม

มะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่พบมากในผู้หญิง และมีอัตราการเสียชีวิตเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งปากมดลูก จะพบในเพศหญิงอายุระหว่าง 45-55 ปี ผู้ชายก็มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้เหมือนกันแต่มีน้อยมาก น้อยกว่า 1%

ปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดมะเร็งเต้านม

– เพศหญิง ซึ่งมะเร็งเต้านมจะพบมากในเพศหญิงรองมาจากมะเร็งปากมดลูก
– อายุ อายุมากก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น
– ถ้าคนในครอบครัวมีประวัติเกี่ยวกับมะเร็งเต้านม พี่สาว น้องสาว หรือลูกสาว ก็จะมีความเสี่ยงตามไปด้วย
– ประวัติของการมีประจำเดือน ถ้ามีประจำเดือนมากก็จะเสี่ยงมากตามไปด้วย
– ผู้หญิงที่ไม่คยมีลูกจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
– ผู้หญิงที่มีลูกหลังจากอายุ 30 จะเสี่ยงมากกว่าผู้หญิงที่ไม่มีลูก
– ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในผู้หญิงที่มีประจำเดือนเร็ว และ หรือหมดประจำเดือนช้า
– ความสัมพันธ์ระหว่างมะเร็งเต้านมกับฮอร์โมนยังไม่ชัดเจน การตัดสินใจใช้ฮอร์โมน หรือการรักษาด้วยการให้ฮอร์โมน ควรพิจารณาเป็นราย ๆ ไป โดยให้ปรึกษาแพทย์ประจำตัว หรือแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวช
– การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง อาจส่งผลต่อความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านมสูงขึ้น ดังนั้นสมาคมส่งเสริมการป้องกันมะเร็งของสหรัฐอเมริกา (American Cancer Society) จึงแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีคุณค่าในสัดส่วนที่เหมาะสม และเน้นอาหารประเภทไขมันต่ำ อาหารที่มีกากใยมาก และออกกำลังกายเพิ่มขึ้น

การตรวจคัดกรองมะเร็งในระยะแรกเริ่ม

วิธีการตรวจหามะเร็งเต้านมมีอะไรบ้าง การตรวจหามะเร็งเต้านมมีหลายวิธีได้แก่

– การตรวจเต้านมด้วย แมมโมแกรม ซึ่งจัดว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการตรวจคัดกรอง มะเร็งเต้านมในผู้หญิงทั่วไป
– การตรวจเต้านมโดยแพทย์หรือพยาบาล
– การตรวจเต้านมด้วยตัวเอง

อาการของมะเร็งเต้านม

บางครั้งผู้หญิงที่เป็นมะเร็งเต้านม อาจไม่มีอาการของมะเร็งเต้านม หรือบางครั้งอาการผิดปกติที่เป็นอาจไม่ใช่โรคมะเร็งก็ได้ ดังนั้นจึงควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการดังต่อไปนี้
– มีก้อนหนา ๆ ในเต้านมหรือใต้แขน
– บริเวณหัวนมบุ๋ม มีน้ำเหลือง หรือมีแผล
– เต้านมมีผื่น แดง ร้อน ผื่นคล้ายผิวส้ม
– มีอาการปวดบริเวณเต้านม

การรักษามะเร็งเต้านม

การรักษามะเร็งเต้านมจะอาศัยทีมแพทย์ในสาขาต่าง ๆ เช่น ศัลยแพทย์ รังสีแพทย์ และอายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคมะเร็ง มาร่วมกันวางแผนการรักษาที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกวิธีการรักษาของแพทย์ เช่น
– ขนาด ตำแหน่ง และลักษณะของเซลล์มะเร็ง
– ระยะโรคและการกระจายของมะเร็ง
– อายุและสุขภาพของผู้ป่วย
– ตัวรับฮอร์โมนของมะเร็ง
– ภาวะก่อนหรือหลังหมดประจำเดือน
– ปัจจัยที่บ่งบอกความรุนแรงของเนื้องอก เช่น ยีน HER2

ข้อควรปฏิบัติสำหรับมะเร็งเต้านม

– อายุระหว่าง 20-40 ปี ควรตรวจเต้านมด้วยตัวเอง เดือนละครั้ง พบแพทย์เพื่อรับการตรวจเต้านม ทุก 3 ปี และทำแมมโมกราฟฟี่(Mammography) 1 ครั้ง ระหว่างอายุ 35-40 ปี
– อายุมากกว่า 40 ปี ปฏิบัติเช่นเดียวกัน และต้องทำแมมโมกราฟฟี่(Mammography) 1 ครั้งหลังอายุ 50 ปี

มะเร็งเต้านมถือว่าเป็นอันตรายสำหรับผู้หญิง โดยถ้าจัดอันดับแล้วจะเป็นมะเร็งอันดับสองของผู้หญิงรองลงมาจากมะเร็งปากมดลูก ดังนั้นควรดูแลตัวเอง ป้องกันไว้ดีกว่าแก้ และมะเร็งเต้านมนั้นผู้ชายยังสามารถเป็นได้ถึงจะน้อยก็ตาม

รู้จักกับมะเร็งช่องปาก

อวัยวะในช่องปากอาจจะเกิดโรคมะเร็งได้ทุกตำแหน่ง ได้แก่ ลิ้น กระพุ้งแก้ม ริมฝีปาก เหงือก เพดานปาก พื้นปากใต้ลิ้น ลิ้นไก่ และทอนซิล มะเร็งช่องปากพบในช่วงอายุ 59-69 ปี ยกเว้นมะเร็งของลิ้นอาจพบได้ในช่วงที่อายุน้อยกว่า

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค

– จากการสำรวจพบว่า 90% พบในผู้ที่ชอบดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ และยังพบอีกว่าจะมีโอกาศเป็นมะเร็งในช่องมากกว่าผู้ที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์หรือสูบบุหรี่ถึง 15 เท่า
– การรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้อนจัดเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคือง เมื่อระคายเคืองเป็นประจำจะทำให้เนื้อเยื่อเปลี่ยนไปจากเดิม และอาจทำให้กลายเป็นมะเร็งได้
– เคี้ยวหมากพลู พบว่าในหมากพลูมีสารก่อมะเร็งอยู่ด้วย ดังนั้นผู้ที่กินหมากหรืออมหมากในกระพุ้งแก้มเป็นประจำจะทำให้เกิดการระคายเคือง จากความแข็งของหมากก็อาจจะทำให้กระพุ้งแก้มมีการเปลี่ยนแปลงด้วย
– สุขภาพในช่องปากไม่ดี เช่น ฟันผุ ฟันบิ่น เกิดการระคายเคืองของฟัน ทำให้เป็นแผลเรื้อรังเวลานาน ๆ แผลนั้นอาจจะกลายเป็นมะเร็งได้
– แสงแดดทำให้เกิดเป็นมะเร็งบริเวณริมฝีปาก
– โรคติดเชื้อเรื้อรัง เช่น ซิฟิลิส วัณโรค
– การระคายเคืองเรื้อรัง เช่น แผลจากฟันปลอม
– เคยได้รับรังสีเอกซเรย์

อาการของมะเร็งในช่องปาก

– อาการเจ็บที่ริมฝีปาก เหงือก หรือภายในช่องปาก ซึ่งมีเลือดออกได้ง่าย และไม่หายขาด
– ตุ่มหรือก้อนบริเวณแก้มซึ่งสามารถรู้สึกได้ด้วยลิ้น
– การสูญเสียความรู้สึก หรืออาการชาในบริเวณใดก็ตามของช่องปาก
– ฝ้าขาวหรือแดงที่เหงือก ลิ้น หรือภายในช่องปาก
– ปัญหาในการเคี้ยวหรือกลืนอาหาร
– อาการเจ็บที่ปากที่หาสาเหตุไม่ได้ หรือความรู้สึกว่ามีบางอย่างติดคอโดยหาสาเหตุไม่ได้
– การบวมของขากรรไกรทำให้การสบฟันผิดปกติ
– เสียงเปลี่ยนไป

ระยะของมะเร็งช่องปาก

มะเร็งช่องปากแบ่งออกเป็น 4 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 ก้อน/แผลมะเร็งมีขนาดโตน้อยกว่า หรือเท่ากับ 2 เซนติเมตร
ระยะที่ 2 ก้อน/แผลมะเร็งมีขนาดโตมากกว่า 2 เซนติเมตร แต่ไม่เกิน 4 เซนติเมตร
ระยะที่ 3 ก้อน/แผลมะเร็งมีขนาดโตมากกว่า 4 เซนติเมตร และ/หรือ มีการลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองบริเวณลำคอ 1 ต่อมซึ่งขนาดโตไม่เกิน 3 เซนติเมตร เกิดขึ้นเพียงข้างเดียวของลำคอ
ระยะที่ 4 ก้อน/แผลมะเร็งมีการลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ และ/หรืออวัยวะข้างเคียง และ/หรือ มีโรคลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองที่คอ 1 ต่อมแต่มีขนาดโตกว่า 3 เซนติเมตร และ /หรือ มีโรคลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลืองมากกว่า 1 ต่อม และ/หรือ ลุกลามเข้าต่อมน้ำ เหลือง ลำคอทั้ง 2 ข้าง และ/หรือ มีโรคแพร่กระจายเข้ากระแสเลือด (โลหิต)ไปยังอวัยวะอื่นๆ ที่พบได้บ่อยคือ ปอด ตับ และกระดูก

วิธีการรักษามะเร็งช่องปาก

มะเร็งช่องปากมีวิธีการรักษาหลัก 3 วิธีคือ การผ่าตัด รังสีรักษา และเคมีบำบัด
การผ่าตัด มักใช้รักษาโรคระยะที่ 1 ระยะที่ 2 หรือเริ่มๆ ระยะที่3 ที่ต่อมน้ำเหลืองยังมีขนาดเล็ก หลังการผ่าตัดแพทย์จะตรวจเนื้อที่ผ่าตัดออกไปทางพยาธิ ถ้ามีข้อบ่งชี้ก็จะให้การรักษาต่อเนื่องด้วยรังสีรักษาและอาจร่วมกับเคมีบำบัดด้วย
รังสีรักษา อาจเป็นวิธีการรักษาโดยใช้รังสีอย่างเดียว หรือรังสีร่วมกับการผ่าตัดหรือรังสีร่วมเคมีบำบัด หรือรังสี ผ่าตัดและ
เคมีบำบัด เป็นการรักษาที่มักใช้ร่วมกับการผ่าตัดและรังสี แต่ในผู้ป่วยบางรายที่ผ่าตัดและทำรังสีรักษาไม่ได้ ก็อาจใช้เคมีบำบัดเพียงวิธีการอย่างเดียวซึ่งมักเป็นกรณีการรักษาเพื่อประคับประคองและเช่นเดียวกับวิธีการรักษาอื่นๆ การใช้เคมีบำบัดก็ต้องมีข้อบ่งชี้แตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละรายไม่เหมือนกัน

ข้อควรปฏิบัติสำหรับมะเร็งช่องปาก

– หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือดื่มเหล้า
– หลีกเลี่ยงสารก่อมะเร็งบางอย่าง เช่น หมาก
– ตรวจสุขภาพช่องปากและฟันโดยแพทย์ปีละครั้ง โดยเฉพาะผู้ที่มีอัตราเสี่ยง คือ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า กินหมาก ใส่ฟันปลอม หรือมีฟันเก
– ถ้ามีแผลเรื้อรังในปาก หรือมีก้อนที่คอ ควรได้รับการตรวจจากแพทย์

พบสารก่อมะเร็งในควันธูป

ข่าวเกี่ยวกับมะเร็งข่าวนี้ได้นำมาจาก ข่าวสด และผู้จัดการ เกี่ยวกับสารก่อมะเร็งที่พบในควันธูป

รู้หรือไม่ว่าการจุดธูปไหว้พระนั้น ควันจากธูปมีสารที่ทำให้เกิดมะเร็งเพียบ มีงานวิจัยต่าง ๆ ที่ชี้ให้เห็นว่าคนงานในวัดมีสารก่อมะเร็งในเลือดสูงกว่าคนทั่วไปถึง 4 เท่า

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่าในอดีตการผลิตธูปในประเทศไทยจะมีการใช้ไม้เนื้อหอม เช่น ไม้จันทน์ขาว จันทน์เทศ กำยาน ไม้กฤษณา กันเกรา หรือต้นบง หรือโกวบั๊วะ เป็นต้น เมื่อเผาจะเกิดเป็นควันธูปที่ละเอียด ไม่ระคายเคืองตาและจมูก แต่ปัจจุบันไม้เนื้อหอมมีราคาแพง หาซื้อยาก และบางชนิดกลายเป็นพืชคุ้มครองห้าตัดโดยไม่ได้รับอนุญาต จึงมีการนำขี้เลื่อยมาใช้เป็นวัตถุดิบแทน ได้นำขี้เลื่อยมาผสมกับกาวกั๊วะก่า และใช้กลิ่นหอมจากการสกัดจากพืชหรือสารเคมีต่าง ๆ ทำให้ธูปในท้องตลาดมีมากมายหลายชนิด ทั้งนี้ เมื่อมีการจุดธูป จะมีการเผาไหม้ของขี้เลื่อย กาว และน้ำหอมในธูป สารต่าง ๆ จะถูกปล่อยออกมาคล้ายกับที่พบในควันบุหรี่ และควันจากท่อไอเสียรถยนต์ เช่น ฝุ่นละอองขนาดเล็ก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซมีเทน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ และสารก่อมะเร็งหลายชนิด

นพ.ณรงค์ ยังกล่าวอีกว่า ควันธูปเหล่านี้ก่อให้เกิดมะเร็ง โดยมีสารก่อให้เกิดมะเร็งที่สำคัญ 3 ชนิด คือ 1.สารเบนโซเอไพรีน มีศักยภาพก่อมะเร็งสูงที่สุด มีความสัมพันธ์กับมะเร็งปอด ผิวหนัง และกระเพาะปัสสาวะ 2.สารเบนซีน สัมพันธ์กับมะเร็งเม็ดเลือดขาว และ 3.สารบิวทาไดอีน สัมพันธ์กับมะเร็งระบบเลือด

ธูป 1 ดอกจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 325 กรัม และก๊าซมีเทน 7 กรัม มีศักยภาพเท่ากับการปล่อยก๊าซคาร์ บอนไดออกไซด์ถึง 23 เท่า นอกจากนี้ ยังมีสารพิษอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งมีส่วนในการก่อให้เกิดมะเร็งชนิดต่างๆ อาทิ มะเร็งเม็ดเลือดขาว มะเร็งในระบบเลือด มะเร็งปอด และมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ

ควันธูปได้ก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชาชน โดยเฉพาะพระสงฆ์และคนที่ทำงานในวัด แต่มีที่น่ากังวลอยู่ นั่นก็คือบริเวณศาลเจ้า โดยเฉพาะย่านเยาวราช ซึ่งเป็นสถานที่จุดธูปตลอดทั้งวันทั้งอากาศไม่ค่อยถ่ายเท และยังมีควันพิษจากท่อไอเสีย ทำให้เป็นแหล่งรวมสารก่อมะเร็ง ดังนั้ควรระวังสถานที่เหล่านี้ไว้ให้ดี ๆ

การจุดธูปในบ้านก็เป็นปัญหาเหมือนกันเพราะในบ้านอากาศไม่ค่อยถ่ายเทซึ่งเป็นอันตราย ดังนั้นเวลาจุดธูปบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ควรจุดในบริเวณที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก เนื่องจากธูป 3 ดอกสามารถปล่อยมลพิษและสารก่อมะเร็งได้เทียบเท่าสี่แยกไฟแดงที่มีการจราจรคับคั่ง

จะเห็นว่าควันธูปที่เราใช้สักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้นก็เป็นแหล่งให้เกิดมะเร็งได้เช่นกัน แต่จะห้ามไม่ให้จุดคงเป็นไปไม่ได้ เพราะความเชื่อและศาสนาอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ดังนั้นการจะจุดธูปควรจุดในที่ ๆ มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกเพื่อป้องกันสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งต่าง ๆ

รู้จักกับมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการตายในคนไทย รองลงมาคือุบัติเหตุ สำหรับเพศหญิงนั้นมะเร็งปากมดลูกเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของสตรีไทย จากการรายงานของสำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติพบว่า ในปีพ.ศ. 2544 ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ปีละ 6,192 ราย เสียชีวิต 3,166 ราย หรือประมาณร้อยละ 50 เมื่อนำมาคำนวณแล้วสตรีไทยจะเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกเฉลี่ยวันละ 9 ราย มะเร็งปากมดลูกพบมากที่สุดในภาคเหนือเมื่อเทียบกับภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย

โรคมะเร็งปากมดลูก (Cancer of Cervix) เกิดจากเชื้อไวรัสตัวหนึ่งที่ชื่อว่า HPV (Human Papilloma Virus) ภาษาไทยเรียกกันว่า ไวรัสหูด ไวรัสชนิดนี้ติดต่อจากการสัมผัสซึ่งส่วนมากมากจากเพศสัมพันธ์ที่ทำให้มีรอยแผลหรือรอยถลอกของผิวเยื่อบุ เชื้อไวรัสจะเข้าไปในปากมดลูก ทำให้ปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อและกลายเป็นมะเร็ง

ไวรัส HPV มีทั้งหมดกว่า 100 ชนิด แต่ที่ทำให้ติดเชื้ออวัยวะสืบพันมีประมาณ 30-40 ชนิด เราสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มด้วยกันคือ กลุ่มเสี่ยงต่ำและกลุ่มเสี่ยงสูง กลุ่มเสี่ยงต่ำไม่ทำให้เกิดมะเร็ง แต่จะทำให้เกิดหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ หรือหูดที่กล่องเสียง ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงก่อให้เกิดมะเร็งต่าง ๆ ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด และมะเร็งปากช่องคลอด

สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก

เราทราบมาแล้วว่าสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมาหรือเชื้อเอชพีวีบริเวณอวัยวะเพศ โดยเฉพาะบริเวณปากมดลูก ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื้อ HPV หรือเกิดมะเร็งปากมดลูกนั้น ได้แก่ การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย หรือมีการตั้งครรภ์เมื่ออายุน้อยเป็นต้น ปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้เป็นเพียงปัจจัยที่ส่งเสริมและทำให้การติดเชื้อ HPV รุนแรงขึ้นจนเป็นมะเร็งปากมดลูก

1. ปัจจัยเสี่ยงทางฝ่ายหญิง
– การมีคู่นอนหลายคน
– การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อยกว่า 17 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีการกลายรูปของเซลล์ปากมดลูกมาก ช่วงนี้จะมีความไวต่อสารก่อมะเร็งสูงมากโดยเฉพาะเชื้อ HPV
– การตั้งครรภ์และการคลอดลูก จำนวนครั้งของการคลอดลูกมากกว่า 4 ครั้ง มีความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกสูงขึ้น
– มีประวัติการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริม ซิฟิลิส และหนองใน เป็นต้น
– การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ๆ ถ้านานกว่า 5 ปี และ 10 ปี จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
– ไม่เคยได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมาก่อน

2. ปัจจัยเสี่ยงทางฝ่ายชาย เนื่องจากส่วนใหญ่ของการติดเชื้อเอชพีวีบริเวณอวัยวะเพศได้มาจากการมีเพศสัมพันธ์
– สตรีที่มีสามีเป็นมะเร็งองคชาติ
– สตรีที่แต่งงานกับชายที่เคยมีภรรยาเป็นมะเร็งปากมดลูก
– ผู้ชายที่เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
– ผู้ชายที่มีประสบการณ์ทางเพศตั้งแต่อายุน้อย
– ผู้ชายที่มีคู่นอนหลายคน

3. ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ส่งเสริมให้เป็นมะเร็งปากมดลูกได้ง่ายหรือเร็วขึ้นได้แก่
– การสูบบุหรี่
– ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น โรคเอดส์ และการได้รับยากดภูมิคุ้มกัน

อาการของมะเร็งปากมดลูก

อาการของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจะมากหรือน้อยขึ้นกับระยะของมะเร็ง ในระยะแรกอาจไม่มีอาการผิดปกติ แต่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจคัดกรองมะเร็งด้วยวิธีแปปสเมียร์ อาการที่อาจพบในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก ได้แก่

การตกเลือดทางช่องคลอด เป็นอาการที่พบได้มากที่สุดประมาณร้อยละ 80 – 90 ของผู้ป่วย ลักษณะเลือดที่ออกอาจจะเป็นเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ มีน้ำปนเลือด ตกขาวปนเลือด เลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน

อาการในระยะหลังเมื่อมะเร็งลุกลามหรือไปสู่อวัยวะอื่น ๆ ได้แก่ ขาบวม ปวดหลัง ปวดก้นกบ ปัสสาวะเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด เป็นต้น

วิธีวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก

1. การตรวจภายใน หากพบก้อนผิดปกติที่ปากมดลูก แพทย์จะตรวจยืนยันโดยการตัดชิ้นเนื้อบางส่วนไปส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
2. การตรวจทางเซลล์วิทยา หรือ “แปปสเมียร์” เป็นการตรวจภายในร่วมกับการเก็บเอาเซลล์บริเวณปากมดลูกไปตรวจทางเซลวิทยา
3. การตรวจด้วยกล้องขยาย หรือ คอลโปสโคป ร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
4. การตรวจอื่น ๆ ที่อาจช่วยในการวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ การขูดภายในปากมดลูก การตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้า การตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวยด้วยมีด

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

1. การป้องกันปฐมภูมิ คือ การป้องกันโดยการหลีกเลี่ยงการได้รับสารก่อมะเร็ง การลดหรือขจัดสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก หรือการทำให้ร่างกายสามารถต่อต้านสารก่อมะเร็ง
2. การป้องกันทุติยภูมิ คือ การค้นหามะเร็งในระยะแรกเริ่มซึ่งการรักษาได้ผลดีสำหรับมะเร็งปากมดลูกแล้ว
3. การป้องกันตติยภูม คือ การรักษาโรคมะเร็ง มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ป่วยหายจากโรคมะเร็ง มีชีวิตรอดยาวนาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

มะเร็งปากมดลูก เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของสตรีไทย โดยเกิดจากเชื้อ HPV ดังนั้นควรศึกษาและทำการป้องกันไว้ก่อนเป็นดีที่สุด