มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง(Lymphoma) จัดเป็นโรคมะเร็งของระบบโลหิตวิทยา หรือระบบโรคเลือด ซึ่งระบบต่อมน้ำเหลืองจัดเป็นระบบหมุนเวียนอย่างหนึ่งในร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยท่อที่เรียกว่าท่อน้ำเหลือง ในท่อประกอบด้วยของเหลวงที่เรียกว่าน้ำเหลือง ระบบน้ำเหลืองจะเป็นเครือข่ายทั่วร่างกายควบคู่ไปกับหลอดเลือด เป็นระบบการไหลเวียนน้ำเหลืองไปทั่วร่างกาย เพื่อนำน้ำเหลืองกลับเข้าสู่หลอดเลือดดำ

ต่อมน้ำเหลือง(Lymph node) ในภาวะปกติจะมีขนาดเล็กไม่เกิน 1 เซนติเมตร รูปร่างกลม หรือรูปไข่ อยู่กระจายทั่วร่างกาย พบบ่อยที่ลำคอ รักแร้ และขาหนีบ ทั้งนี้นับรวมถึงต่อมทอนซิล ม้าม และต่อมไทมัส ทั้งนี้ในภาวะปกติ ต่อมน้ำเหลืองจะมีขนาดเล็กมาก จนเรามองไม่เห็น รวมทั้งไม่สามารถคลำต่อมน้ำเหลืองได้

จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าต่อมน้ำเหลืองมีอยู่ทั่วไปในร่างกาย ดังนั้นสามารถเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ทุกที่ เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองของสมอง ของกระเพาะอาหาร ของลำไส้เล็ก ของลำไส้ใหญ่ ของผิวหนัง ของโพรงจมูก และของไซนัส ซึ่งมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทั้งของต่อมน้ำเหลืองเอง และของเนื้อเยื่อต่าง ๆ มีสาเหตุ อาการ วิธีวินิจฉัย ระยะโรค แนวทางการรักษา และความรุนแรงโรคคล้ายคลึงกัน

ประเภทของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin Lymphoma)
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน ( Non-Hodgkin Lymphoma)

สาเหตุของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่ปัจจัยที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนั้น คือ
– การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัส เอชไอวี (HIV) ที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์ (AIDS)
– การติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น ชนิดทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ
– พันธุกรรม
– โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง) บางชนิด เช่น โรคต่อมไทรอยด์อักเสบ ชนิดไม่ติดเชื้อ
– มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำจากสาเหตุต่างๆ เช่น กินยากดภูมิคุ้มกันต้าน ทานในการรักษาโรคโดยการปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ปลูกถ่ายไต

อาการของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

– การพบก้อนที่บริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ที่คอ รักแร้ หรือ ขาหนีบ โดยก้อนที่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนั้นมักไม่เจ็บ ซึ่งต่างจากการติดเชื้อที่มักมีอาการเจ็บที่ก้อน
– ไข้ หนาวสั่น
– มีเหงื่อออกมากตอนกลางคืน
– เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด
– อ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ
– ไอเรื้อรัง และหายใจไม่สะดวก
– ต่อมทอนซิลโต
– อาการคันทั่วร่างกาย
– ปวดศีรษะ (พบในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในระบบประสาท)

การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง

1. การเฝ้าติดตามโรค
– การเฝ้าติดตามโรคมักใช้ในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดค่อยเป็นค่อยไป (Indolent) หรือในรายชื่อที่ผู้ป่วยมีอาการจากตัวโรคไม่มาก
– ระหว่างการเฝ้าติดตามโรค จะมีการตรวจเลือดหรือตรวจทางรังสีเป็นระยะ

2. การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)
– ยาเคมีบำบัดจะทำลายเซลล์มะเร็งโดยไปรบกวนการแบ่งตัวเซลล์มะเร็งการเลือกชนิดของยาเคมีบำบัดนั้น จะขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยทั่วไปการรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองมักจะให้ยาเคมีบำบัดหลายขนานร่วมกัน หรืออาจให้ร่วมกับการรักษาด้วย แอนติบอดี (Monoclonal Antibodies)

3. การรักษาด้วยแอนติบอดี (Monoclonal Antibodies)
– แอนติบอดี คือ สารสังเคราะห์ที่จะไปจับกับโปรตีนบนผิวของเซลล์มะเร็ง หลังจากนั้นจะมีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อมากำจัดเซลล์มะเร็งนั้น

4. การรักษาด้วยการฉายรังสี (Radiation Therapy)
– คือการรักษาด้วยการใช้รังสีปริมาณสูงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง

5. การรักษาด้วยปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Transplantation)
– หลักการของรักษาด้วยปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดคือ การทำลายเซลล์มะเร็งให้หมดไป แล้วแทนที่ด้วยเซลล์ที่ปกติ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่
5.1 การถูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด โดยอาศัยเซลล์ของผู้บริจาค ( Allogeneic Transplantation)
5.2 การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด โดยอาศัยเซลล์ของผู้ป่วยเอง (Autologous Transplantation)

มะเร็งต่อมลูกหมาก

ต่อมลูกหมากเป็นอวัยวะหนึ่งของระบบสืบพันธ์ุของเพศชาย มีหน้าที่สร้างเมือกซึ่งเป็นส่วนประกอบของน้ำเชื้อ สำหรับมะเร็งต่อมลูกหมากนั้นไม่ค่อยพบในเด็กหรือวัยฉกรรจ์ แต่จะพบสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามอายุ มะเร็งต่อมลูกหมากนั้นมักไม่แสดงอาการในระยะเริ่มแรก หากมีอาการหมายถึงมะเร็งได้ลุกลามแล้ว อย่ารอจนสาย ควรตรวจสอบสอบตนเอง และตรวจสุขภาพทุกปี

สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

ในปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดเกี่ยวกับสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่จากการวิจัยพบว่าปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิดมะเร็งต่อมลูกหมากนั้นมีหลายปัจจัย ได้แก่

1. อายุ เราได้รู้กันไปแล้วว่ายิ่งอายุกมากมักจะเจอคนที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น เนื่องจากคนอายุมากเซลล์ในร่างกายเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น
2. ฮอร์โมนเพศชาย จากการศึกษาพบว่าถ้ามีฮอร์โมนเพศชายสูงและมีอยู่เป็นเวลานาน ๆ โอกาสที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากจะสูงขึ้นตาม ดังนั้นวิธีการรักษามะเร็งต่อมลูกหมากที่สำคัญวิธีหนึ่งก็คือตัดลูกอัณฑะทั้งสองข้างทิ้ง เพื่อลดระดับฮอร์โมนเพศชาย
3. พันธุกรรม ซึ่งหากพบว่าถ้าคนในครอบครัว ญาติพี่น้องเคยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว โอกาศในการเกิดมะเร็งก็จะสูงขึ้นตาม
4. อาหาร จากการศึกษาพบว่าอาการเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง พบว่าการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง จะเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น

อาการของมะเร็งต่อมลูกหมาก

ปัสสาวะบ่อยโดยเฉพาะเวลากลางคืน
เวลาเริ่มปัสสาวะจะลำบาก
ปัสสาวะไม่พุ่ง
เวลาปัสสาวะจะปวด
อวัยวะเพศแข็งตัวยาก
เวลาหลั่งเมื่อถึงจุดสุดยอดจะปวด
มีเลือดในน้ำเชื้อหรือปัสสาวะ

จากอาการดังกล่าวยังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นมะเร็ง เพราะส่วนใหญ่แล้วมีโรคหลายโรคที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าวข้างต้น โดยที่ไม่ใช่มะเร็ง เช่น ต่อมลูกหมากโต ต่อมลูกหมากอักเสบ หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ ผู้ป่วยชายคนใดที่มีอาการดังกล่าว ควรบอกแพทย์เพื่อทำการสืบหาโรคต่อไป

การรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก

การรักษาสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่มคือ
1. การผ่าตัด
2. การฉายรังสี
3. การใช้ฮอร์โมน
4. ติดตามการรักษาอย่างใกล้ชิด

ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกหรือการตรวจแป๊บสเมียร์ (Pap smear หรือ Pap test หรือ Papanicolaou test) นั้นเป็นการตรวจเพื่อหามะเร็งในยะเริ่มแรกหรือระยะก่อนเป็นมะเร็ง เพราะในระยะเริ่มแรกหรือระยะก่อนเป็นมะเร็งนั้นจะไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือแสดงอาการอะไรมากนัก ดังนั้นเราควรตรวจคัดกรองเพื่อความมั่นใจและถ้าตรวจเจอจะได้ทำการรักษาได้ทันก่อนที่มันจะลุกลาม

แป๊บสเมียร์ เป็นเพียงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ดังนั้นอาจจะมีคนนำคำว่าแป๊บสเมียร์ มาใช้แทนการตรวจคัดกรองมะเร็ง แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ แป๊บสเมียร์ เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งที่ตรวจเฉพาะปากมดลูกเท่านั้น ไม่ได้เป็นการตวจมะเร็งทั้งร่างกาย หรือการตรวจช่องคลอด รังไข่ หรือที่ตัวมดลูก ดังนั้นหากผลการตรวจจะออกมาปกติ แต่ถ้าร่างกายเกิดอาการผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น ไม่ควรชะล่าใจ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และอย่าลืมบอกอาการผิดปกติให้แพทย์ทราบ

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่นิยมในปัจจุบันมีอยู่สองวิธี ได้แก่
– การตรวจแป๊บสเมียร์แบบสามัญ (Conventional Pap smear) ซึ่งจะใช้ไม้ป้ายเซลล์ตัวอย่างจากปากมดลูกลงบนแผ่นกระจกโดยตรง
– แบบแผ่นบาง (Thin layer) ซึ่งจะเก็บเซลล์เยื่อบุปากมดลูกที่กวาดได้ทั้งหมดจากเครื่องมือกวาดเซลล์ แล้วนำเซลล์ที่กวาดได้ใส่ไว้ในขวดน้ำยารักษาสภาพเซลล์ก่อน แล้วจึงดูดเซลล์ขึ้นมาย้อมบนแผ่นกระจก

การเตรียมตัวก่อนตรวจแป๊บสเมียร์

ช่วงเวลาในการตรวจมะเร็งปากมดลูกรวมทั้งการตรวจแป๊บสเมียร์นั้น คือ วันที่ไม่มีประจำเดือน นั่นคือควรหลีกเลี่ยงการตรวจมะเร็งปากมดลูกในเวลาที่มีประจำเดือน ควรรอให้ประจำเดือนหมดก่อนค่อยไปตรวจ สิ่งที่ควรทำในช่วง 2 วันก่อนการตรวจมีดังนี้
– ห้ามสวนล้างภายในช่องคลอด
– ห้ามใช้ผ้าอนามัยแบบสอดเข้าไปในช่องคลอด
– งดการมีเพศสัมพันธ์
– งดการเหน็บยาเข้าไปในช่องคลอดทุกประเภท

มะเร็งทางเดินอาหาร

มะเร็งทางเดินอาหารนั้น พบได้บ่อยในผู้สูงอายุซึ่งมะเร็งทางเดินอาหารก็ประกอบไปด้วยมะเร็งส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับทางเดินอาหาร เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งตับ มะเร็งท่อน้ำดี มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้เล็ก และอื่น ๆ

มะเร็งที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารนั้นในระยะเริ่มแรกมักจะไม่ค่อยมีแสดงอาการ ซึ่งยากที่จะตรวจพบตั้งแต่เนิ่น ๆ พอตรวจพบก็เมื่อมะเร็งลุกลามไปไกลแล้ว ดังนั้นควรตรวจเช็คและป้องกันมะเร็งจำพวกนี้ไว้ให้ดี

มะเร็งเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารส่วนมากมักจะมีสาเหตุมาจากอาหารที่เรากินเข้าไป เพราะอาหารบางอย่างเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้ ดังนั้นเราควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ กินผักผลไม้เป็นประจำ และที่สำคัญหมั่นออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง

สำหรับอาการของมะเร็งที่เกี่ยวกับทางเดินอาหารนั้น มะเร็งแต่ละอย่างมักมีอาหารแตกต่างกัน แต่ให้สังเกตความผิดปกติของร่างกายก่อน เช่น เบื่ออาหาร น้ำหนักลดลงผิดปกติ อ่อนเพลีย พวกนี้ ซึ่งอาหารเหล่านี้บ่งบอกไม่ได้ว่าเป็นมะเร็งหรือเปล่า อาการเหล่านี้อาจจะเป็นเพราะสาเหตุอื่น หรือบอกไม่ได้เป็นมะเร็งชนิดใด ดังนั้นหากมีความผิดปกติเกิดขึ้นกับร่างกายให้รีบปรึกษาแพทย์



อาหารเสริมต้านมะเร็ง

เรารู้กันมาแล้วว่าสารก่อมะเร็งจะทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งสารนี้จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับโมเลกุลสำคัญในร่างกายและก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ ดังนั้นเราควรต่อต้านสารเหล่านี้โดยการใช้สารที่เรียกกันว่า สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารเหล่านี้ก็สามารถพบได้ในอาหารหลาย ๆ ประเภท ซึ่งก็รู้จักกันดีที่เรียกกันว่า อาหารต้านมะเร็ง ซึ่งในปัจจุบันได้นำสารเหล่านั้นมาทำเป็นเม็ด หรือแคปซูล หรือในรูปแบบต่าง ๆ และก็เรียกกันว่า อาหารเสริมต้านมะเร็ง หรือ อาหารเสริมรักษามะเร็ง

ผู้ป่วยหลายคน หรือแม้แต่ญาติผู้ป่วยเองมักจะถามหาอาหารเสริมที่ต้านมะเร็ง เพาะทุกวันนี้อาหารเสริมมาแรงเพราะได้ยินจากการโฆษณาหลาย ๆ สื่อไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ Interner หรือแม้แต่การบอกต่อ เยอะแยะมากมาย และอาหารเสริมนั้นก็มีมากมายหลายชนิด เช่น วิตามินป้องกันมะเร็ง แอนตี้อ๊อกซิแดนซ์ เบต้าแคโรทีน ฯลฯ และก็มีการวิจัยออกมาหลาย ๆ อย่างเกียวกับอาหารเสริมเช่นเดียวกัน

มีงานวิจัยบางงานออกมาเปิดเผยว่า อาหารเสริมหลาย ๆ ตัวนั้น ที่ทุกคนเชื่อว่าปลอดภัย แต่ถ้ากินมาก ๆ แล้วอาจจะเกิดอันตรายได้เหมือนกัน เช่น การกินอาหารเสริมในรูปแบบเม็ด หรือแคปซูลอาจจะทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งที่อื่นเพิ่มมากขึ้น

การกินอาหารเสริมเพื่อป้องกันมะเร็ง หรือรักษามะเร็งนั้น ประมาณการกินเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เราควรควบคุมการกินอาหารเสริมด้วยว่า แต่ละวันควรจะกินเท่าไหร่ กินอะไรบ้าง และกินชนิดไหนบ้าง เพราะมะเร็งแต่ละอย่าง แต่ละโรค ย่อมมีวิธีการป้องกันและรักษาต่างกัน อาหารเสริมก็เหมือนกัน อาจจะป้องกันมะเร็งแบบหนึ่งได้ แต่อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงกับอีกมะเร็งอีกแบบหนึ่งก็เป็นได้

ดังนั้นการที่จะกินอาหารเสริมเพื่อป้องกันหรือรักษามะเร็งนั้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อให้ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ในเรื่องของปริมาณ ประเภท และอื่น ๆ เกี่ยวกับอาหารเสริม และอาหารเสริมที่ขายตามแหล่งต่าง ๆ เวลาซื้อมา ควรดูให้ดีซะก่อนว่าน่าเชื่อถือหรือเปล่า แต่วิธีที่แนะนำในการป้องกันและรักษามะเร็งนั้น แนะนำว่าให้กินจากอาหารจะดีกว่า การกินอารหารให้ครบทุกหมู่ ทุกสีจะดีที่สุด และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การทำสมาธิเพื่อทำให้จิตใจสงบก็เป็นอีกวิธีที่ได้ผลเหมือนกัน

มะเร็งเต้านมในผู้ชาย

เราได้รู้จักกับมะเร็งเต้านมกันไปแล้วในบทความที่มีหัวข้อว่า รู้จักกับมะเร็งเต้านม ซึ่งในบทความสรุปได้ประมาณว่ามะเร็งเต้านมนั้นจะเป็นมะเร็งที่พบมากในผู้หญิง แต่ว่าผู้ชายก็มีโอกาศเป็นมะเร็งเต้านมเหมือนกันแต่น้อยมากเมื่อเทียบกับผู้หญิง ดังนั้นบทความนี้เรามาศึกษาเกี่ยวกับมะเร็งเต้านมในผู้ชายกัน

ปกตินั้นผู้ชายจะมีเต้านมที่แบนราบกับลำตัว แต่ก็มีผู้ชายบางคนที่มีเต้านมที่ใหญ่ซึ่งอาจจะเป็นทั้ง 2 ข้างหรือว่าเป็นข้างเดียว และก็เกิดข้อสงสัยว่าจะเป็นโรคร้ายหรือไม่ ดังนั้นควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจเพื่อหาสาเหตุ ซึ่งสาเหตุที่เต้านมของผู้ชายใหญ่นั้นแบ่งได้เป็น 3 กลุ่มคือ

1. เต้านมโตจากไขมันบริเวณใต้หัวนมเพิ่มขึ้น โดยไม่ได้มีเนื้อเต้านมเพิ่มมากขึ้น (pseudogynecomastia)
เกิดเนื่องจากไขมันเพิ่มมากขึ้นบริเวณเต้านม จะสังเกตุได้จากคนตัวอ้วน ๆ มักจะมีเต้านมที่ใหญ่กว่าคนผอม ดังนั้นไม่เป็นอันตรายถ้าผอมลงเต้านมก็จะเล็กลงเอง

2. เต้านมโตจากภาวะที่มีเนื้อเต้านมเพิ่มขึ้น (gynecomastia)
เกิดจากความไม่สมดุลระหว่างฮอร์โมนเพศหญิงชนิดเอสโตรเจน(estrogen) กับฮอร์โมนเพศชายที่เนื้อเยื่อเต้านมทำให้เกิดมีเนื้อเต้านมเพิ่มขึ้น ซึ่งสาเหตุความไม่สมดุลนี้เกิดจากกลไกต่าง ๆ เช่น มีระดับฮอร์โมนเพศหญิงเพิ่มมากขึ้นในเพศชาย หรือว่าจะมีฮอร์โมนเพศชายลดลง หรือแม้แต่ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ ยาหม้อ ยาลูกกลอน ก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน

3. มะเร็งเต้านม

อย่างที่รู้กันแล้วว่ามะเร็งเต้านมในผู้ชายนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ แต่จะน้อยกว่าผู้หญิงมาก ถ้าพบผู้หญิงเป็นโรคมะเร็งเต้านม 100 คน จะพบผู้ชายที่เป็นมะเร็งเต้านมเพียงแค่ 1 คนเท่านั้น หรือก็คือแค่ 1% เท่านั้น โดยมะเร็งเต้านมมักจะเป็นข้างเดียวสามารถคลำได้และอยู่กับที่ มะเร็งเต้านมในผู้ชายมักตรวจพบได้ง่ายเพราะหน้าอกของผู้ชายแบนราบกับลำตัว และมีเนื้อเต้านมน้อย แต่ก็เพราะมีเนื้อเต้านมน้อยดังนั้นมะเร็งเต้านมในผู้ชายจึงลุกลามได้ง่ายกว่าผู้หญิง โดยจะสามารถลุกลามไปยังหน้าอกได้

นอกจากพบก้อนเนื้อที่แข้งแล้ว มักจะมีอาการอย่างอื่นอยู่ด้วย เช่น ผิวหนังบุ๋ม หัวนมบุ๋ม มีน้ำหรือเลือดออกจากหัวนม ถ้ามีลักษณะเหล่านี้อย่านิ่งนอนใจให้รีบปรึกษาแพทย์ทันที

ปัจจุบันพบมะเร็งเต้านมในผู้ชายเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคนส่วนใหญ่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน ดังนั้นควรสำรวจตัวเอง และความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย และควรลดปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง พร้อมทั้งกินอาหารที่มีประโยชน์ และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

มะเร็งกระเพาะอาหาร

มะเร็งกระเพาะอาหาร เป็นเหมือนมะเร็งอื่น ๆ คือเป็นโรคร้าย ที่มีการแบ่งตัวของเซลล์อย่างผิดปกติ และลุกลามไปยังอวัยวะต่าง ๆ ได้เช่น ตับ ตับอ่อน ลำไส้ ปอด และรังไข่ รวมถึงต่อมน้ำเหลืองได้

มะเร็งกระเพาะอาหาร นับว่าเป็นโรคร้ายที่แฝงตัวอย่างเงียบ ๆ แม้ว่าจะพบได้ไม่บ่อยนัก แต่หลาย ๆ คนกว่าจะรู้ตัวว่าเป็นมะเร็งกระเพราะอาหารก็เมื่อเกิดอาการชัดเจนและโรคก็ได้ลุกลามไปมากแล้ว ทั้งที่สามารถตรวจพบได้ในระยะแรก ๆ

สาเหตุของมะเร็งกระเพาะอาหาร

ปัจจุบันเรายังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดมะเร็งกระเพาะอาหาร แต่มีการศึกษาพบว่า มีปัจจัยบางอย่างที่อาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค คือ

อายุ เมื่ออายุมากขึ้นจะมีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมากขึ้น
เชื้อชาติ มะเร็งกระเพาะอาหารนี้มักพบมากในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกมากกว่ากลุ่มประเทศยุโรปและอเมริกา
เพศ เพศชายมีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมากกว่าเพศหญิง 2 เท่า
อาหาร การรับประทานอาหาร ปิ้ง ย่าง หมักดอง และอาหารรสเค็มจัด อาจทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งมากขึ้น และการรับประทานผักและผลไม้อาจช่วยลดโอกาสเกิดโรคได้
การติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหารชนิดเฮลิโคแบคเตอร์ไพโลไร (Helico bacter pylori หรือ H. pylori) ซึ่งเมื่อติดเชื้อนี้แล้วจะทำให้เกิดการอักเสบและเป็นแผลในกระเพาะอาหาร ซึ่งเมื่อเป็นเรื้อรัง ก็จะเพิ่มโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากกว่าคนทั่วไปประมาณ 3-5 เท่า
การสูบบุหรี่ ทำให้มีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารได้สูงขึ้น
โรคโลหิตจาง ชนิดมีเม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่ผิดปกติ
โรคเนื้องอกของกระเพาะอาหารบางชนิด และโรคเนื้องอกของลำไส้บางชนิดที่ถ่ายทอดได้ทางพันธุกรรม
มีประวัติในครอบครัว เป็นมะเร็งกระเพาะอาหารมาก่อน

อาการแสดงของมะเร็งกระเพาะอาหาร

ลักษณะอาการแสดงของมะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งในสภาวะโรคอื่นอาจมีอาการเดียวกันนี้ได้ในระยะเริ่มแรกของมะเร็งกระเพาะอาหารอาจจะมีอาการแสดง ดังนี้
– อาหารไม่ย่อยและรู้สึกไม่สบายในช่องท้อง
– ท้องอืดหลังรับประทานอาหาร
– คลื่นไส้เล็กน้อย
– ไม่อยากอาหาร
– ปวดแสบร้อนที่บริเวณหน้าอก
ในระยะขั้นต่อมาของมะเร็งกระเพาะอาหารอาจจะมีอาการแสดง ดังนี้
– มีเลือดปนในอุจจาระ ถ่ายอุจจาระสีดำ
– อาเจียน
– น้ำหนักลดลงโดยไม่ทราบสาเหตุ
– ปวดท้อง
– ตัวเหลืองตาเหลือง
– มีน้ำในช่องท้อง
– กลืนลำบาก

การตรวจหามะเร็งกระเพาะอาหาร

– การตรวจร่างกายและซักประวัติถึงสุขภาพโดยทั่วไป
– ตรวจเลือด เป็นการตรวจเพื่อดูปริมาณสารต่าง ๆ ที่ถูกปล่อยออกมาจากอวัยวะหรือเนื้อเยื่อใด ๆ ของร่างกาย
– ตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดอย่างสมบูรณ์
– การส่องกล้องช่องท้องส่วนบน เป็นวิธีการที่จะตรวจดูภายในบริเวณ หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนแรก(ดูโอดีนัม) เพื่อหาบริเวณที่ผิดปกติ
– ตรวจเลือดในอุจจาระ โดยสามารถตรวจดูได้จากวิธีการทางจุลทรรศน์เท่านั้น
– การเอกซเรย์กลืนแป้ง เป็นการตรวจโดยจะให้ผู้ป่วยกลืนน้ำที่ผสมแบเรี่ยม (เป็นผลสีขาว เงิน) ซึ่งน้ำที่กลืนไปนั้นจะไปเคลือบที่ผิวของหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร หลังจากนั้นจะทำการเอกซเรย์ตรวจดู วิธีการนี้อาจเรียกอีกอย่างว่าการเอกซเรย์ทางเดินอาหารส่วนบน
– การตรวจชิ้นเนื้อทางพยาธิวิทยา โดยทั่วไปจะทำการตัดชิ้นเนื้อในระหว่างการส่องกล้อง โดยทำการตัดชิ้นเนื้อออกมาตรวจดูภายใต้กล้องจุลทรรศน์ เพื่อดูลักษณะเซลล์มะเร็ง
– เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (ซี ที สแกน) เป็นการตรวจโดยใช้คอมพิวเตอร์ซึ่งเชื่อมต่อกับเครื่องเอกซเรย์ สามารถถ่ายภาพบริเวณภายในของร่างกายและยังสามารถถ่ายได้หลายมุม

เราสามารถไปตรวจหามะเร็งกระเพาะอาหารนี้ได้ตั้งแต่ระยะแรก ๆ และสามารถรักษาให้หายได้ขาดได้ แต่อาการของมะเร็งชนิดนี้ในระยะแรกนั้นไม่มีอาการเลย แต่ถึงจะไม่มีอาการเราก็สามารถไปตรวจได้โดยการส่องกล้องตรวจกระเพราะอาหารซึ่งทำได้ไม่ยาก ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีก็ตรวจเสร็จ ยิ่งถ้าเรามีปัจจัยเสี่ยง เช่น มีญาติเคยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร เคยเป็นโรคกระเพาะอาหารติดเชื้อ H.pylori มีการสูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มาก เคยมี ประวัติผ่าตัดกระเพาะอาหารมาก่อน ควรที่จะไปพบแพทย์เพื่อตรวจหามะเร็งกระเพาะอาหารเป็นระยะ เพราะถ้าเจอในระยะแรก ๆ มีโอกาสสูงมากที่จะหายขาด

การตรวจตาเพื่อหามะเร็ง

โรคมะเร็งลูกตานั้นจะพบได้น้อย และที่พบได้บ่อยจะเป็นเด็ก คือ มะเร็งของจอรับภาพหรือเรติโนบลาสโตมา(Retinoblastoma) โดยจะพบในลักษณะแวววาวคล้ายตาแมวเวลาต้องแสงไฟ ซึ่งโรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ดังนั้นผู้ที่มีญาติเป็นโรคมะเร็งชนิดนี้ควรดูแลรักษาและตรวจสอบดวงตาอยู่เสมอ และหมั่นพบจุกษุแพทย์เพื่อตรวจหาโรคเป็นครั้งคราว

สำหรับผู้ใหญ่อาการผิดปกติที่พบ มักจะเกิดจากมะเร็งตำแหน่งอื่น ๆ มากกว่าดวงตา แต่จะมีอาการแสดงออกทางดวงตาที่มีส่วนสัมพันธ์กับมะเร็ง คือ

ตามัว จะเกิดกับดวงตาทั้งสองข้าง มีสาเหตุมาจากความดันภายในของกระโหลกศีรษะ อาจจะเป็นอาการเริ่มแรกของการเกิดเนื้องอกในสมอง หรือการกระจายของมะเร็งอื่น ๆ มายังสมอง อาจจะมีอาการอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย เช่น ปวดศีรษะ อาเจียนโดยไม่มีอาการคลื่นไส้ แขนขาอ่อนแรง แต่ว่าหากพบความผิดปกติในดวงตาข้างเดียวมักเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับดวงตา

เห็นภาพซ้อน สาเหตุมาจากความอ่อนแอของกล้ามเนื้อตา โดยมักจะเป็นกล้ามเนื้อที่ดึงในตากรอกไปทางหางตา และเป็นกับตาข้างเดียว อาจทำให้เกิดอาการตาเหล่ เข้าหัวตา แต่หากกล้ามเนื้อยังไม่อ่อนแรงมาก ให้สังเกตโดยการเหลือบตาข้างนั้นไปทางหางตา ลูกตาจะไม่สามารถเหลือบไปได้จนสุด

ตาสองข้างไม่สามารถเคลื่อนที่ไปได้อย่างสัมพันธ์กัน ทำให้เกิดภาพซ้อน เกิดอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ สาเหตุเกิดจากมะเร็งโพรงหลังจมูก ที่ลุกลามเข้าสู่ฐานกระโหลก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เส้นประสาทสมองคู่ที่ 6 เลี้ยงกล้ามเนื้อตาอยู่

ลานสายตาแคบลง ในระดับปกติของลานสายตาเมื่อตาอยู่ในตำแหน่งมองตรง ลานสายตาจะกว้างออกไปประมาณ 100-110 องศา และด้านใกล้ 50 องศา โดยลานสายตาที่แคบลงนี้ เกิดจากการกดเบียดประสาทตา ช่วงที่อยู่ในกระโหลกศีรษะ และมักพบในโรคเนื้องอกของต่อมใต้สมอง(Pituitary tumur)

มีก้อนเนื้อในเยื่อบุตาหรือเปลือกตา อาจจะเป็นมะเร็งของเยื่อบุตาหรือเปลือกตา

ตาโปนข้างเดียว สาเหตุจากการที่เนื้องอกในกระบอกตา เช่น มะเร็งโพลงไซนัส หรือการแพร่กระจายของมะเร็งจากที่อื่นมายังกระบอกตา ถ้าพบว่าตาโปนทั้งสองข้าง มักเป็นโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ

ที่มา ไกรภพ สาระกูล. พลังธรรมชาติบริสุทธิ์ ยุติมะเร็ง. (หน้า 20-21) : พิมพ์ที่ บริษัท ฐานบัณฑิต จำกัด

การตรวจศีรษะเพื่อหามะเร็ง

การตรวจศีรษะก็เป็นหนทางหนึ่งในการค้นหามะเร็ง เนื่องจากบนศีรษะก็สามารถเกิดความผิดปกติได้บ่อย เช่น มีแผล ตุ่ม หรือก้อนเกิดขึ้นบริเวณหนังศีรษะ หรือใต้ต่อมหนังศีรษะที่ถูกปกคลุมด้วยเส้นผม โดยจะไม่แสดงอาการใด ๆ ดังนั้นจึงเสี่ยงต่อการลุกลามเป็นอย่างมาก เพราะผู้ป่วยมักไม่ใส่ใจในการตรวจร่างกาย พอตรวจเจอก็ลุกลามไปมากแล้ว

มะเร็งหนังศีรษะนั้นอาจจะเกิดจากโรคของหนังศีรษะเอง แต่ก็มีไม่น้อยเหมือนกันที่เกิดจากการแพร่กระจายจากส่วนอื่น ๆ มายังบริเวณศีรษะ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ปรากฎอาหารของรอยโรคปฐมภูมิ เช่น มะเร็งต่อมไทรอยด์ เป็นต้น

สำหรับอาการที่พบได้บ่อย ๆ ได้แก่ ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว อาเจียนโดยไม่มีอาการคลื่นไส้ ซึ่งเป็นผลมาจากความดันภายในกระโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น เช่น การเกิดเนื้องอกในสมอง การแพร่กระจายของมะเร็งจากที่อื่น ๆ ไปยังสมอง หรือกระดูกฐานกระโหลกศีรษะ



ตรวจความสมบูรณ์ของร่างกายขั้นพื้นฐานเพื่อหามะเร็ง

การตรวจความสมบูรณ์ของร่างกายขั้นพื้นฐานนี้ไม่ได้ตรวจเพื่อบ่งบอกว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ แต่เป็นการตรวจการทำงานขั้นพื้นฐานของร่างกายว่าทำงานได้ปกติดีหรือไม่ ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งจะแสดงอาการบางอย่าง เช่น อ่อนเพลีย อาการซีดเหลือง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด โดยการตรวจความสมบูรณ์ของร่างกายขั้นพื้นฐานนั้นสามารถตรวจได้ดังนี้

1. การสังเกตความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย
ให้ทำการสังเกตความสมบูรณ์ของร่างกาย ถ้าผู้ป่วยมะเร็งมักจะพบว่าตนเองมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หมดเรี่ยวแรง

2. หมั่นชั่งน้ำหนัก
ให้หมั่นชั่งน้ำหนักเพื่อดูอาการผิดปกติเป็นประจำ หากว่าน้ำหนักลดลงอย่างผิดปกติ มักเกิดจากโรคเรื้อรังต่าง ๆ อาทิ มะเร็ง วัณโรค ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ

3. ตรวจดูอาการซีด
โดยตรวจดูได้จากเปลือกตาด้านใน โดยปกติเปลือกตาด้านในจะมีสีชมพูจาง ๆ แต่ถ้าเกิดอาการซีดจาง เป็นอาการที่บ่งบอกว่าเกิดโลหิตจางขึ้น เกิดจากความผิดปกติในการสร้างเม็ดเลือดแดง โดยเฉพาะกับผู้ป่วยเด็กที่มีไข้เรื้อรัง โดยต้องคำนึงถึงโรคลิวคีเมียหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วย ไม่เฉพาะแต่มะเร็งเท่านั้น อาหารเหล่านี้ยังบ่งบอกถึงการเสียเลือดอย่างเรื้อรัง เช่น มีพยาธิในลำไส้ หรือแผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น

4. การตรวจดูตาขาว
ปกติตาขาวจะมีสีขาว แต่ถ้าเป็นอาการของผู้ป่วยตาขาวจะมีสีเหลือง แต่สำหรับผู้ที่กระทบกับแดด ลม หรือฝุ่นละอองมาก ๆ เยื่อบุตาจะมีลักษณะขุ่น สกปรก ก็มีอาการผิดปกติที่ตาขาวได้เช่นกัน ดังนั้นเวลาตรวจดูตาขาวให้พลิกดูที่ใต้เปลือกตา ซึ่งก็คือส่วนที่ได้รับการน้อยที่สุด โดยดึงหนังตาส่วนบนขึ้นแล้วเหลือบตาลงล่าง ตรวจดูความผิดปกติที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ยังรวมถึงการตรวจปัสสาวะด้วยว่า มีสีเข้มหรือไม่โดยที่ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ แสดงว่าอาจเป็นอาการดีซ่าน จากโรคอื่น ๆ อาทิ โรคตับ โรคเลือด และมะเร็งในตับ