สาเหตุโรคมะเร็งปากมดลูก

บทความนี้เรามาดูสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็งปากมดลูกที่เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งด้วยโรคมะเร็งของผู้หญิงกัน ว่ามีสาเหตุมาจากอะไรและจะป้องกันได้ยังไง

สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก

เราทราบมาแล้วว่าสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมาหรือเชื้อเอชพีวีบริเวณอวัยวะเพศ โดยเฉพาะบริเวณปากมดลูก ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื้อ HPV หรือเกิดมะเร็งปากมดลูกนั้น ได้แก่ การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย หรือมีการตั้งครรภ์เมื่ออายุน้อยเป็นต้น ปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้เป็นเพียงปัจจัยที่ส่งเสริมและทำให้การติดเชื้อ HPV รุนแรงขึ้นจนเป็นมะเร็งปากมดลูก

1. ปัจจัยเสี่ยงทางฝ่ายหญิง
– การมีคู่นอนหลายคน
– การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อยกว่า 17 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีการกลายรูปของเซลล์ปากมดลูกมาก ช่วงนี้จะมีความไวต่อสารก่อมะเร็งสูงมากโดยเฉพาะเชื้อ HPV
– การตั้งครรภ์และการคลอดลูก จำนวนครั้งของการคลอดลูกมากกว่า 4 ครั้ง มีความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกสูงขึ้น
– มีประวัติการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริม ซิฟิลิส และหนองใน เป็นต้น
– การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ๆ ถ้านานกว่า 5 ปี และ 10 ปี จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
– ไม่เคยได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมาก่อน

2. ปัจจัยเสี่ยงทางฝ่ายชาย เนื่องจากส่วนใหญ่ของการติดเชื้อเอชพีวีบริเวณอวัยวะเพศได้มาจากการมีเพศสัมพันธ์
– สตรีที่มีสามีเป็นมะเร็งองคชาติ
– สตรีที่แต่งงานกับชายที่เคยมีภรรยาเป็นมะเร็งปากมดลูก
– ผู้ชายที่เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
– ผู้ชายที่มีประสบการณ์ทางเพศตั้งแต่อายุน้อย
– ผู้ชายที่มีคู่นอนหลายคน

3. ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ส่งเสริมให้เป็นมะเร็งปากมดลูกได้ง่ายหรือเร็วขึ้นได้แก่
– การสูบบุหรี่
– ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น โรคเอดส์ และการได้รับยากดภูมิคุ้มกัน

จากสาเหตุและปัจจัยของการเกิดมะเร็งปากมดลูกนั้นส่วนมากจะมาจากปัจจัยภายนอกและการปฎิบัติตัว ดังนั้นเราสามรถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ ถ้าหากรู้จักปฎิบัติตัวที่ดี

อาหารต้านมะเร็งปากมดลูก

จากบทความเรื่อง รู้จักกับมะเร็งปากมดลูก เราได้รู้จักกับมะเร็งปากมดลูกกันไปพอสมควรแล้ว ดังนั้นในบทความนี้เรามาดูเรื่องเกี่ยวกับอาหารต้านมะเร็งปากมดลูกกันดูบ้าง

เรารู้แล้วว่ามะเร็งปากมดลูกนั้นเกิดจากเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมาหรือเชื้อเอชพีวี(HPV) ซึ่งปัจจัยหลัก ๆ ก็มาจากความเสี่ยงทางด้านการมีเพศสัมพันธ์ แต่ว่าก็มีผู้ป่วยหลายรายเหมือนกันที่เป็นโรคมะเร็งปากมดลูกเพราะขาดสารอาหารโปรตีน ดังนั้นเรามาดูกันว่ามีอาหารชนิดใดบ้างที่ช่วยต้านมะเร็งปากมดลูก

เราจะพบโรคมะเร็งปากมดลูกในกลุ่ม ผู้หญิงที่ยากจนซึ่งคิดว่าปัจจัยเสี่ยงประการหนึ่งเกิดจากการขาดสารอาหาร โดยเฉพาะพวกโปรตีน เพราะฉะนั้นในเรื่องของโรคมะเร็งแล้วไม่แนะนำให้ทานแต่ผักอย่างเดียวโปรตีนยังเป็นสิ่งจำเป็น แต่เราต้องรู้จักเลือกเฉพาะโปรตีนที่สำคัญ เราจะไม่ทานเฉพาะเนื้อสัตว์ที่เป็นสัตว์ใหญ่ เนื้อที่ปนเปื้อนสารเคมี เนื้อที่มีมันมากอย่างที่กล่าวโปรตีนที่ดีจะมาจากเนื้อปลา เต้าหู้ ถั่วเหลืองจะดีมากเพราะฉะนั้นไม่แนะนำให้ทานอย่างเดียว เพราะเคยมีคนไข้ที่ทานเจ ทานแต่ผักอย่างเดียว รักษาสุขภาพ นุ่งขาว ห่มขาว นั่งสมาธิก็กลายเป็นมะเร็งได้

ข้าวแป้ง ผู้ป่วยสามารถรับประทานข้าวแป้งได้ตามปกติ โดยแบ่งรับประทานให้ครบทุกมื้อ อาจเน้นไปที่ข้าวไม่ขัดสี ธัญพืช ขนมปัง อาจจะเปลี่ยนเป็นก๋วยเตี๋ยว ขนมปัง หรือวุ้นก็ได้

เนื้อสัตว์ เวลากินเนื้อสัตว์ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะเนื้อสัตว์มักจะมีไขมันแอบแฝง ควรเลือกรับประทานเนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์แปรรูป โดยใน 1 วัน ควรได้รับโปรตีนประมาณ 1.5 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เช่น ผู้ป่วยหนัก 50 กิโลกรัมควรได้รับโปรตีน 75 กรัม ต่อวัน เป็นต้น
กลุ่มเนื้อสัตว์ที่รับประทานได้ คือ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันต่ำ ได้แก่ เนื้อปลา, สันในไก่, อกไก่ เป็นต้น
กลุ่มเนื้อสัตว์ที่ควรหลีกเลี่ยง คือ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง ได้แก่ หมูบด, เนื้อสะโพก, ไส้กรอก เป็นต้น

ไขมัน ควรลดการบริโภคไขมันให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้เพราะในไขมันมีสารที่ก่อให้เกิดมะเร็งและอนุมูลอิสระ แต่ก็ไม่ต้องถึงกับงดไปเลย ควรได้รับไขมัน 15-20% ของร่างกายที่ต้องใช้ในพลังงานแต่ละวัน

ผลไม้ การกินผลไม้ควรเลือกผลไม้ที่มีเส้นใยสูง เช่น พวกแอปเปิ้ล ฝรั่ง มะละกอ เป็นต้น และควรเลือกรับประทานผลไม้ที่มีสีสดเพื่อให้ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระที่พอเพียง

ผัก สามารถรับประทานผักเส้นใยสูงได้เกือบทุกชนิด เพราะในผักมีสารอาหารที่ช่วยป้องกันและทำให้มะเร็งฝ่อได้ด้วย

อาการมะเร็งปากมดลูก

อาการมะเร็งปากมดลูก

สวัสดีค่ะสำหรับบทความนี้ เราจะมาพูดถึงเรื่องของมะเร็งปากมดลูกกันซึ่งเชื่อว่าสาว ๆ ส่วนใหญ่นั้นก็ค่อนข้างจะเป็นกันเยอะเกี่ยวกับโรคมะเร็งปากมดลูกโลกที่ติดได้จากการมีเพศสัมพันธ์และหลาย ๆ สาเหตุซึ่งสามารถทำให้คุณนั้นเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ไม่ได้เพราะฉะนั้นแล้วถ้าใครที่คิดว่าตัวเองนั้นกำลังเสี่ยงหรืออยากจะรู้ว่าสาเหตุของการเสี่ยงนั้นมาจากไหนวันนี้เราเลยจะมาแนะนำสาเหตุข้างต้น กันค่ะว่าสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกนั้นมันมาจากไหน และมีอาการอะไรยังไง เราจะทำยังไง สำหรับใครที่กำลังคิดว่าอยู่ในภาวะ เสี่ยง ก็อย่าพลาดดูนะค่ะเพราะบทความนี้จะเป็นประโยชน์แก่คุณได้อย่างมากเลยทีเดียวละค่ะสำหรับใครที่กลัวหรือคิดว่าตัวเองนั้นจะอยู่ใน ภาวะการเสี่ยงไหม ตัวเราเสี่ยงกับโรคมะเร็งปากมดลูกหรือไม่อัตราเสี่ยงเกิดได้ดังนี้คะ มีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุต่ำกว่า 18 ปีเปลี่ยนคู่นอนบ่อยสามีหรือคู่นอนสำส่อนทางเพศสตรีที่เคยเป็นโรคติดเชื้อจากการร่วมเพศ เช่น กามโรคสตรีที่เคยเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่บริเวณอวัยวะเพศ เช่น เริม หงอนไก่ผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือบกพร่อง เช่น ผู้ที่รับยาหลังการเปลี่ยนอวัยวะหรือผู้ติดเชื้อเอดส์สตรีที่ติดบุหรี่ หรือผู้ใกล้ชิดเป็นผู้ติดบุหรี่การขาดสารอาหารบางชนิดพันธุกรรม พวกนี้จะทำให้เรานั้นอยู่ในภาวะการเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกค่ะ เพราะฉะนั้นแล้วต้องระวังค่ะและก็พยายามรักษาทำความสะอาดดูแลกลิ่นอับหรือเรื่องของความสกแรกเยอะ ๆ คะ

อาการมะเร็งปากมดลูก

อาการของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจะมากหรือน้อยขึ้นกับระยะของมะเร็ง ในระยะแรกอาจไม่มีอาการผิดปกติ แต่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจคัดกรองมะเร็งด้วยวิธีแปปสเมียร์ อาการที่อาจพบในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก ได้แก่

การตกเลือดทางช่องคลอด เป็นอาการที่พบได้มากที่สุดประมาณร้อยละ 80 – 90 ของผู้ป่วย ลักษณะเลือดที่ออกอาจจะเป็นเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ มีน้ำปนเลือด ตกขาวปนเลือด เลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน

อาการในระยะหลังเมื่อมะเร็งลุกลามหรือไปสู่อวัยวะอื่น ๆ ได้แก่ ขาบวม ปวดหลัง ปวดก้นกบ ปัสสาวะเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด เป็นต้น

การรักษามะเร็งปากมดลูก

การรักษามะเร็งปากมดลูก

สวัสดีค่ะ สำหรับวันนี้เราจะมาต่อภาคสองของการรักษากัน ไม่ต้องตกใจค่ะเมื่อใครที่ทราบว่าตัวเองนั้นเป็นมะเร็งปากมดลูกกันแล้วถึงแม้สถิติ ของไทยเราจะเพิ่มขึ้นสูง ในเพศหญิงเกี่ยวกับการเป็นมะเร็งปากมดลูกหรือการติดเชื้อต่างๆนาๆแต่วันนี้เราจะมาแนะนำแนวทางการรักษากันค่ะว่าจะทำยังไง เราถึงจะหายจากการเป็นมะเร็งปากมดลูกกันและจะได้ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปบางคนนั้นถึงขั้น เครียดจนทำอะไรไม่ถูกเมื่อรู้ว่าเป็นค่อยๆตั้งสติค่ะ เราจะมาแนะนำแนวทางกันว่าควรจะทำยังไงก่อนอื่นเลยคือใจเย็นๆให้ถึงที่สุดค่ะควบคุมสติและอารมณ์เอาไว้ น่านแหละ น่านแหละคะ………ดีมาก ๆ ทีนี้เรามาดูขั้นต่อไปกัน ทีนี้เรามาดูการรักษากันคะการรักษานั้นจะมีสองวิธีค่ะ
1. การรักษาโดยการผ่าตัด
2.การรักษาโดยรังสีรักษาค่ะ

การผ่าตัดนั้นคือการเอาออกแบบถอนรากถอนโคนเลยคะ คือการตัดมดลูกออกแบบกว้างขวาง หมายความว่า จะตัดเนื้อเยื่อรอบตัวมดลูกออกด้วย ส่วนการจะตัดรังไข่ออกหรือไม่นั้น อาจจะพิจารณาจากเคสของผู้ป่วยค่ะว่ามันลามมากน้อยแค่ไหนหรือประสงค์อยากจะเก็บไว้ไหม และก็หลาย ๆ คนคงจะกลัวว่าจะเจ็บไหมก่อนอื่นต้องบอกก่อนค่ะว่าทางการแพทย์เราได้พัฒนาก้าวไกลไปมากเพราะฉะนั้นแล้วเรื่องของความเจ็บ จะเจ็บก็ต่อเมื่อผ่าเสร็จเท่านั้นค่ะเพราะจะต้องมีการใช้ยาชาหรือยาสลบช่วยคะการรักษาโดยรังสีรักษาคือการเยียวยาโดยเคมีให้ดีขึ้นค่ะ การรักษาวิธีนี้ได้ผลการหายใกล้เคียงกับการรักษาด้วยการผ่าตัดโดยใช้เทคนิคการฉายแสงไปส่วนที่เป็นโรคค่ะ ซึ่งจะไม่เจ็บและแพทย์จะแนะนำเทคนิคนี้ สำหรับผู้ที่มีอายุมากๆเพราะว่าเสี่ยงต่อการผ่าตัดแล้วจะส่งผลต่อชีวิตสูงนั่นเองละคะ จึงมีเทคนิคนี้เพื่อป้องกัน ผู้ป่วย มีอายุ จะได้รับการกระทบกระเทือนต่อชีวิตโปรดจงจำไว้ว่าการเป็นมะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งชนิดหนึ่งที่รักษาให้หายขาดได้สูง อย่าหลงผิดไปรักษาผิดทาง เช่น การไปรักษาโดยยาสมุนไพร หรือกลัวการรักษาจนเกินเหตุ ทำให้โรคเป็นมากขึ้น ทางที่ดีควรจะไปพบแพทย์จะดีกว่านะค่ะเพราะว่าให้หายขาดและได้คำแนะนำที่ดีจากปากหมอโดยตรงจะรู้สึกอุ่นใจกว่านั่นเองละคะ

การตรวจมะเร็งปากมดลูก

การตรวจมะเร็งปากมดลูก

การตรวจมะเร็งปากมดลูกนั้นทำยังไง หลายๆคนบอกว่า เอี……นี่ฉันจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกหรือไม่ แล้วโรคมะเร็งปากมดลูกนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร วันนี้เรามีคำตอบค่ะสำหรับท่านใดที่กำลังกังวลใจว่าตัวเองนั้นจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกหรือไม่วันนี้เรามีเทคนิคการตรวจสอบโดยเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ อยากจะรู้ว่าตัวเองนั้นอยู่ในบุคคลเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกรึเปล่า วันนี้เราจะมาดูกันค่ะว่า คุณนั้นอยู่ในหมวดหมู่ที่อยู่ในความเสี่ยงหรืออาการเสี่ยงนั้นหรือไม่ สำหรับวิธีการตรวจสอบร่างกายของตัวเองหรือเช็คนั้นถ้าอยากจะทราบอย่างละเอียดแนะนำการไปตรวจภายใน กับทางโรงพยาบาลหรือพบแพทย์นะคะเพราะจะได้รายละเอียดที่แน่ชัดว่าเป็นหรือไม่ใช่หรือไม่จริงหรือมัว ^^ เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้ายังอยากจะ เพื่อความชัวร์ก่อนในระดับอัตราเสี่ยงระดับแรกนั้นเรามาเช็คกันคะ

วิธีการเช็คนั้น มีเทคนิคการเช็คง่าย ๆ คะ โดยอัตราการที่จะเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกนั้นเกิดจากสาเหตุดังนี้ค่ะ

1. การติดเชื้อ HPV หรือการเป็นหูดที่อวัยวะเพศ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการเกิดมะเร็งปากมดลุก

2. การสูบบุหรี่ เป็นปัจจัยต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นสองเท่า

3.การรับประทานยาคุมกำเนิด

4.ระบบภูมิคุ้มกันของคุณสุภาพสตรี ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดีจะทำให้เกิดโอกาสติดเชื้อ HPV ได้ง่ายจึงมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลุกเพิ่มขึ้น

5.ผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดมาเป็นระยะเวลานานจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูก

6. และอื่นๆ อีกมากมายซึ่ง รวมไปถึงเชื่อกันว่ามีบัตรหลายคนก็สามารถเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ค่ะ

สำหรับอาหารของมะเร็งปากมดลูกนั้นจะมีดังนี้ค่ะ เลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์ ออกแบบผิดปกติออกมาเป็นระยะๆ หลังจาก ประจำเดือนหมดแล้วก็ยังมีเลือด มีเลือดปนมากับตกขาว เวลามีเพศสัมพันธ์จะรู้สึกเจ็บ ขณะร่วมเพศเลือดออกหลังจากตรวจภายในเพราะฉะนั้น ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หรือว่าการกินยาคุมมากเกินไปนะค่ะเพราะอาจจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ง่าย

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

สำหรับบทความนี้เราจะมาพูดเน้น ๆ ถึงไอเท็มลับที่เราจะมาแนะนำกันค่ะสำหรับ วันนี้สาว ๆ คนไหนก็ตามที่กลัวว่าจะเกิดอาการเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกวันนี้เราก็มี ไอเท็มสำหรับป้องกันมะเร็งปากมดลูกซึ่งสามารถช่วยได้มากถึง 40% กันเลยทีเดียวอีกทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณของเรานั้นดูมีน้ำมีนวลและก็ชุ่มชื่นอีกด้วยสำหรับใครที่อยากรู้กันแล้วก็ อย่ารอช้าค่ะมารู้เทคนิคกันก่อนเลย ก่อนอื่นจากที่เราเคยพูดกล่าวไปถึงสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกนั่นก็เป็นเพราะ การมีเพศสัมพันธ์หรือว่าอาจจะเป็นได้โดยบางทีก็ไม่ทราบสาเหตุเป็นเพราะภูมิต้านทานของร่างกายไม่เพียงพอก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกันเพราะฉะนั้นแล้ววันนี้ สาว ๆ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่า กุ๊กกิ๊กกับแฟนมากไปนะค่ะเพราะมันอาจจะทำให้น้องสาวของเรานั้นอยู่ในภาวะเสี่ยงได้ และไอเท็มดี ๆ ที่เราจะมานำเสนอนั่นก็คือมะเขือเทศค่ะไม่ว่าจะเป็นลูกมะเขือเทศเพียว ๆ หรือน้ำคั้นมะเขือเทศสด ๆ ก็ตาม ว่ากันว่าสามารถป้องกันอัตราการเสี่ยงได้อย่างดีมาก ๆ ซ้ำยังช่วยให้ผิวพรรณดีอีกด้วยเพราะฉะนั้นแล้วถ้าใครมองหา วิธีการป้องกันเราขอแนะนำเทคนิคนี้ ควบคู่ค่ะและหมั่นออกกำลังกายด้วยท่าบริหารมดลูกเยอะ ๆ คะสามารถหาดูได้ทาง youtube เลยคะสำหรับเทคนิคและวิธีการออกกำลังกายท่าบริหารมะเร็งปากมดลูก จะมีท่านึงที่จะช่วยบริหารช่องคลอดให้เข้าอู่เพราะฉะนั้นแล้วถ้าใครอยากจะ บริหารสามารถเสริชดูกันได้นะจ้า กันไว้ดีกว่าแก้คะ

ตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกหรือการตรวจแป๊บสเมียร์ (Pap smear หรือ Pap test หรือ Papanicolaou test) นั้นเป็นการตรวจเพื่อหามะเร็งในยะเริ่มแรกหรือระยะก่อนเป็นมะเร็ง เพราะในระยะเริ่มแรกหรือระยะก่อนเป็นมะเร็งนั้นจะไม่สามารถเห็นได้ด้วยตาเปล่า หรือแสดงอาการอะไรมากนัก ดังนั้นเราควรตรวจคัดกรองเพื่อความมั่นใจและถ้าตรวจเจอจะได้ทำการรักษาได้ทันก่อนที่มันจะลุกลาม

แป๊บสเมียร์ เป็นเพียงการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ดังนั้นอาจจะมีคนนำคำว่าแป๊บสเมียร์ มาใช้แทนการตรวจคัดกรองมะเร็ง แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ แป๊บสเมียร์ เป็นการตรวจคัดกรองมะเร็งที่ตรวจเฉพาะปากมดลูกเท่านั้น ไม่ได้เป็นการตวจมะเร็งทั้งร่างกาย หรือการตรวจช่องคลอด รังไข่ หรือที่ตัวมดลูก ดังนั้นหากผลการตรวจจะออกมาปกติ แต่ถ้าร่างกายเกิดอาการผิดปกติบางอย่างเกิดขึ้น ไม่ควรชะล่าใจ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ และอย่าลืมบอกอาการผิดปกติให้แพทย์ทราบ

การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกที่นิยมในปัจจุบันมีอยู่สองวิธี ได้แก่
– การตรวจแป๊บสเมียร์แบบสามัญ (Conventional Pap smear) ซึ่งจะใช้ไม้ป้ายเซลล์ตัวอย่างจากปากมดลูกลงบนแผ่นกระจกโดยตรง
– แบบแผ่นบาง (Thin layer) ซึ่งจะเก็บเซลล์เยื่อบุปากมดลูกที่กวาดได้ทั้งหมดจากเครื่องมือกวาดเซลล์ แล้วนำเซลล์ที่กวาดได้ใส่ไว้ในขวดน้ำยารักษาสภาพเซลล์ก่อน แล้วจึงดูดเซลล์ขึ้นมาย้อมบนแผ่นกระจก

การเตรียมตัวก่อนตรวจแป๊บสเมียร์

ช่วงเวลาในการตรวจมะเร็งปากมดลูกรวมทั้งการตรวจแป๊บสเมียร์นั้น คือ วันที่ไม่มีประจำเดือน นั่นคือควรหลีกเลี่ยงการตรวจมะเร็งปากมดลูกในเวลาที่มีประจำเดือน ควรรอให้ประจำเดือนหมดก่อนค่อยไปตรวจ สิ่งที่ควรทำในช่วง 2 วันก่อนการตรวจมีดังนี้
– ห้ามสวนล้างภายในช่องคลอด
– ห้ามใช้ผ้าอนามัยแบบสอดเข้าไปในช่องคลอด
– งดการมีเพศสัมพันธ์
– งดการเหน็บยาเข้าไปในช่องคลอดทุกประเภท

รู้จักกับมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการตายในคนไทย รองลงมาคือุบัติเหตุ สำหรับเพศหญิงนั้นมะเร็งปากมดลูกเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของสตรีไทย จากการรายงานของสำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติพบว่า ในปีพ.ศ. 2544 ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ปีละ 6,192 ราย เสียชีวิต 3,166 ราย หรือประมาณร้อยละ 50 เมื่อนำมาคำนวณแล้วสตรีไทยจะเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกเฉลี่ยวันละ 9 ราย มะเร็งปากมดลูกพบมากที่สุดในภาคเหนือเมื่อเทียบกับภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย

โรคมะเร็งปากมดลูก (Cancer of Cervix) เกิดจากเชื้อไวรัสตัวหนึ่งที่ชื่อว่า HPV (Human Papilloma Virus) ภาษาไทยเรียกกันว่า ไวรัสหูด ไวรัสชนิดนี้ติดต่อจากการสัมผัสซึ่งส่วนมากมากจากเพศสัมพันธ์ที่ทำให้มีรอยแผลหรือรอยถลอกของผิวเยื่อบุ เชื้อไวรัสจะเข้าไปในปากมดลูก ทำให้ปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อและกลายเป็นมะเร็ง

ไวรัส HPV มีทั้งหมดกว่า 100 ชนิด แต่ที่ทำให้ติดเชื้ออวัยวะสืบพันมีประมาณ 30-40 ชนิด เราสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มด้วยกันคือ กลุ่มเสี่ยงต่ำและกลุ่มเสี่ยงสูง กลุ่มเสี่ยงต่ำไม่ทำให้เกิดมะเร็ง แต่จะทำให้เกิดหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ หรือหูดที่กล่องเสียง ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงก่อให้เกิดมะเร็งต่าง ๆ ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด และมะเร็งปากช่องคลอด

สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก

เราทราบมาแล้วว่าสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมาหรือเชื้อเอชพีวีบริเวณอวัยวะเพศ โดยเฉพาะบริเวณปากมดลูก ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื้อ HPV หรือเกิดมะเร็งปากมดลูกนั้น ได้แก่ การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย หรือมีการตั้งครรภ์เมื่ออายุน้อยเป็นต้น ปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้เป็นเพียงปัจจัยที่ส่งเสริมและทำให้การติดเชื้อ HPV รุนแรงขึ้นจนเป็นมะเร็งปากมดลูก

1. ปัจจัยเสี่ยงทางฝ่ายหญิง
– การมีคู่นอนหลายคน
– การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อยกว่า 17 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีการกลายรูปของเซลล์ปากมดลูกมาก ช่วงนี้จะมีความไวต่อสารก่อมะเร็งสูงมากโดยเฉพาะเชื้อ HPV
– การตั้งครรภ์และการคลอดลูก จำนวนครั้งของการคลอดลูกมากกว่า 4 ครั้ง มีความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกสูงขึ้น
– มีประวัติการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริม ซิฟิลิส และหนองใน เป็นต้น
– การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ๆ ถ้านานกว่า 5 ปี และ 10 ปี จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
– ไม่เคยได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมาก่อน

2. ปัจจัยเสี่ยงทางฝ่ายชาย เนื่องจากส่วนใหญ่ของการติดเชื้อเอชพีวีบริเวณอวัยวะเพศได้มาจากการมีเพศสัมพันธ์
– สตรีที่มีสามีเป็นมะเร็งองคชาติ
– สตรีที่แต่งงานกับชายที่เคยมีภรรยาเป็นมะเร็งปากมดลูก
– ผู้ชายที่เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
– ผู้ชายที่มีประสบการณ์ทางเพศตั้งแต่อายุน้อย
– ผู้ชายที่มีคู่นอนหลายคน

3. ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ส่งเสริมให้เป็นมะเร็งปากมดลูกได้ง่ายหรือเร็วขึ้นได้แก่
– การสูบบุหรี่
– ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น โรคเอดส์ และการได้รับยากดภูมิคุ้มกัน

อาการของมะเร็งปากมดลูก

อาการของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจะมากหรือน้อยขึ้นกับระยะของมะเร็ง ในระยะแรกอาจไม่มีอาการผิดปกติ แต่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจคัดกรองมะเร็งด้วยวิธีแปปสเมียร์ อาการที่อาจพบในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก ได้แก่

การตกเลือดทางช่องคลอด เป็นอาการที่พบได้มากที่สุดประมาณร้อยละ 80 – 90 ของผู้ป่วย ลักษณะเลือดที่ออกอาจจะเป็นเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ มีน้ำปนเลือด ตกขาวปนเลือด เลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน

อาการในระยะหลังเมื่อมะเร็งลุกลามหรือไปสู่อวัยวะอื่น ๆ ได้แก่ ขาบวม ปวดหลัง ปวดก้นกบ ปัสสาวะเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด เป็นต้น

วิธีวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก

1. การตรวจภายใน หากพบก้อนผิดปกติที่ปากมดลูก แพทย์จะตรวจยืนยันโดยการตัดชิ้นเนื้อบางส่วนไปส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
2. การตรวจทางเซลล์วิทยา หรือ “แปปสเมียร์” เป็นการตรวจภายในร่วมกับการเก็บเอาเซลล์บริเวณปากมดลูกไปตรวจทางเซลวิทยา
3. การตรวจด้วยกล้องขยาย หรือ คอลโปสโคป ร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
4. การตรวจอื่น ๆ ที่อาจช่วยในการวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ การขูดภายในปากมดลูก การตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้า การตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวยด้วยมีด

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

1. การป้องกันปฐมภูมิ คือ การป้องกันโดยการหลีกเลี่ยงการได้รับสารก่อมะเร็ง การลดหรือขจัดสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก หรือการทำให้ร่างกายสามารถต่อต้านสารก่อมะเร็ง
2. การป้องกันทุติยภูมิ คือ การค้นหามะเร็งในระยะแรกเริ่มซึ่งการรักษาได้ผลดีสำหรับมะเร็งปากมดลูกแล้ว
3. การป้องกันตติยภูม คือ การรักษาโรคมะเร็ง มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ป่วยหายจากโรคมะเร็ง มีชีวิตรอดยาวนาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

มะเร็งปากมดลูก เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของสตรีไทย โดยเกิดจากเชื้อ HPV ดังนั้นควรศึกษาและทำการป้องกันไว้ก่อนเป็นดีที่สุด

ไขข้อสงสัยฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ข่าวเกี่ยวกับมะเร็งข่าวนี้นำมาจากข่าวสด วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7852 ข่าวสดรายวัน

หัวข้อข่าว ไขข้อสงสัยฉีดวัคซีน ป้องมะเร็งปากมดลูก

คณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ของประเทศไทย ได้รับรองขึ้นทะเบียนวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแปปิลโลมา (Human Papillomavirus vaccine) หรือที่เรียกว่า วัคซีนเอชพีวี จากบริษัทผู้ผลิต 2 แห่งในปี พ.ศ.2550 จากนั้นก็ได้มีการโฆษณา และประชาสัมพันธ์การใช้วัคซีนนี้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ดังนั้น จึงทำให้ประชาชนเกิดความสับสนหรือเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับวัคซีนตัวนี้ และประชาชนยังคงมีหลายคำถามเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกนี้ว่าจำเป็นต้องฉีดหรือไม่กันแน่

แต่ก็มีกลุ่มเครือข่ายต่าง ๆ กว่า 30 องค์กร ออกมาคัดค้านเกี่ยวกับการบรรจุวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ให้เป็นวัคซีนเป็นพื้นฐานของกระทรวงสาธารณะสุข ซึ่งก็มีเหตุผลจากหลาย ๆ สาเหตุด้วยกัน ซึ่งหลายคนก็เห็นตรงกันว่าวัคซีนเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย โดยเฉพาะงบที่มีจำกัด การลงทุนมากแต่ได้ผลตอบแทนต่ำ หรืออาจจะมีทางเลือกที่ถูกกว่า และเงินที่ใช้ก็คือภาษีของประชาชน

ผู้ทำการวิจัยและอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างดี น.พ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ หัวหน้าโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายสุขภาพ หรือไฮแทป (HITAP) ได้อธิบายไว้ว่า การคำนวณราคาที่รัฐบาลจะดำเนินโครงการนี้ได้ เริ่มจากแนวคิดที่ว่า หากเอาเงินที่ประหยัดได้จากการรักษาโรคไปเปลี่ยนเป็นการฉีดวัคซีนแทนจะต้องซื้อที่เข็มละเท่าไหร่ ซึ่งก็ได้ตัวเลขออกมา คือ 190 บาท

ปัจจุบันหากเป็นโรงพยาบาลเอกชน วัคซีนนี้จะตกที่เข็มละ 2,000 บาท ต้องฉีด 3 เข็ม ใน 6 เดือน ส่วนราคาที่ สธ.กำลังคำนวณเบื้องต้นที่ยังไม่ได้ต่อรองจนได้ข้อสรุปอยู่ที่เข็มละ 500 บาท

ทั่วโลกได้คำนวณเกี่ยวกับประสิทธิ์ผลของการฉีกวัคซีนว่า ถ้าได้รับวัคซีน 1 ครั้ง จะช่วยยืดอายุไม่ให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ 5-7 วัน แต่ถ้าเทียบกันตัวอย่างอื่น เช่น การเลิกบุหรี่ พบว่าหากคนเลิกบุหรี่ได้เร็วตั้งแต่อายุ 30 ปี จะลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 1-2 ปี และช่วยลดโรคได้หลายโรคทั้งมะเร็งปอด มะเร็งช่องปาก และสัมพันธ์กับมะเร็งปากมดลูกด้วย โดยอุบัติการณ์เกิดมะเร็งในผู้หญิงไทยปัจจุบัน พบมะเร็งตับเป็นลำดับหนึ่ง รองลงมาคือ มะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก

นอกจากนี้ยังพบความเข้าใจผิด เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกอีกว่า ผู้ที่ฉีดวัดแล้วจะช่วยรักษามะเร็งไม่ต้องตรวจภายใน แต่ความจริง วัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV 2 ชนิด คือ ชนิดที่ 16, 18 จาก 40 สายพันธุ์ โดยจะได้ผลต่อเมื่อยังไม่เคยได้รับไวรัส HPV ซึ่งมะเร็งชนิดนี้จะใช้เวลาดำเนินโรคเป็น 10 ปี ทำให้ยังจำเป็นต้องตรวจหามะเร็งในช่วงอายุเสี่ยงคือ 30 ปีขึ้นไปอย่างน้อยทุก 5 ปี เพราะหากพบความเสี่ยงมะเร็งระยะแรกๆ จะรักษาให้หายขาดได้ ฉะนั้นการตรวจคัดกรองด้วยวิธีแป๊ปสเมียร์ หรือวีไอเอ ที่มีต้นทุน 100-200 บาท ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยลดการเกิดโรคได้

สุดท้าย การเดินหน้าป้องกันประชาชนจากโรคมะเร็งเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ควรคิดเหตุผลรอบด้าน เพื่อใช้เงินจากภาษีประชาชนให้คุ้มค่าก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน