อาการมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

จากบทความเรื่อง มะเร็งต่อมน้ำเหลือง เราได้ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับมะเร็งนี้กันไปคร่าว ๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็น ประเภท สาเหตุ อาการ และการรักษา ในบทความนี้เราจะมาเจาะลึกเกี่ยวกับอาการของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองกันว่าอาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

– อาการถ่ายเหลว
อาการนี้เป็นผลข้างเคียงจากการฉายรังสีบริเวณอุ้งเชิงกราน

– อาการปากแห้ง (xerostomia)
เกิดจากต่อมน้ำลายสร้างน้ำลายลดลง อาจจะเป็นผลข้างเคียงมาจากการรักษาโดยเคมีบำบัดหรือการฉายรังสี

– อาการอ่อนเพลีย
50-70% ของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโดยเคมีบำบัด จะรู้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายกว่าปกติ

– ผมร่วง
เป็นผลจากการรักษาโดยเคมีบำบัดหรือฉายรังสี โดยการรักษาโดยเคมีบำบัดหรือฉายรังสีจะไปทำลายเซลล์ที่สร้างผมและขนด้วยทำให้ผมร่วง แต่พอหลังจากรักษาแล้วผมก็จะงอกขึ้นมาใหม่

– ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (Hypercalcemia)
อาการจากแคลเซียมในเลือดสูงที่พบ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ปัสสาวะบ่อย ซึมลง ความรู้สึกตัวลดลงจนถึงขั้นโคม่าได้ พบในผู้ป่วยมะเร็งราว ๆ 10-20% และอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

– การติดเชื้อ (Infection)
เนื่องจากการรักษาที่อาจจะไปทำลายภูมิคุ้มกันหรือแม้แต่ผลจากตัวมะเร็งเอง ทำให้ผู้ป่วยเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่ายกว่าคนปกติ ซึ่งเมื่อติดเชื้อแล้วอาจจะมีอาการ ไข้ หนาวสั่น, ปวดท้อง, เจ็บคอ, ไอ หายใจไม่สะดวก

คลื่นไส้ อาเจียน
อาจจะเกิดจากการภาวะขาดน้ำหรือเกลือแร่ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการรักษาโดยเคมีบำบัดหรือผู้ป่วยบางรายในการรักษาโดยการฉายรังสี

– อาการจากตัวก้อน
อาการจากตัวก้อน เช่น ภาวะที่ก้อนมะเร็งกดเบียดเส้นเลือดใหญ่บริเวณลำคอ เรียกว่า Superior vena cava syndrome ทำให้เกิดการบวมบริเวณใบหน้า ลำคอ มักพบภาวะนี้ในผู้ป่วยมะเร็งที่มีก้อนในทรวงอก เช่น มะเร็งปอด, มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

– เกร็ดเลือดต่ำ
ยาเคมีบำบัดบางชนิดทำให้เกล็ดเลือดต่ำได้ ภาวะนี้จะเสี่ยงต่อการมีเลือดออกง่าย ผู้ป่วยอาจมีจุดเลือดออกหรือจ้ำเลือดขึ้นตามตัว

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง(Lymphoma) จัดเป็นโรคมะเร็งของระบบโลหิตวิทยา หรือระบบโรคเลือด ซึ่งระบบต่อมน้ำเหลืองจัดเป็นระบบหมุนเวียนอย่างหนึ่งในร่างกาย ซึ่งประกอบด้วยท่อที่เรียกว่าท่อน้ำเหลือง ในท่อประกอบด้วยของเหลวงที่เรียกว่าน้ำเหลือง ระบบน้ำเหลืองจะเป็นเครือข่ายทั่วร่างกายควบคู่ไปกับหลอดเลือด เป็นระบบการไหลเวียนน้ำเหลืองไปทั่วร่างกาย เพื่อนำน้ำเหลืองกลับเข้าสู่หลอดเลือดดำ

ต่อมน้ำเหลือง(Lymph node) ในภาวะปกติจะมีขนาดเล็กไม่เกิน 1 เซนติเมตร รูปร่างกลม หรือรูปไข่ อยู่กระจายทั่วร่างกาย พบบ่อยที่ลำคอ รักแร้ และขาหนีบ ทั้งนี้นับรวมถึงต่อมทอนซิล ม้าม และต่อมไทมัส ทั้งนี้ในภาวะปกติ ต่อมน้ำเหลืองจะมีขนาดเล็กมาก จนเรามองไม่เห็น รวมทั้งไม่สามารถคลำต่อมน้ำเหลืองได้

จากที่กล่าวมาจะเห็นว่าต่อมน้ำเหลืองมีอยู่ทั่วไปในร่างกาย ดังนั้นสามารถเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้ทุกที่ เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลืองของสมอง ของกระเพาะอาหาร ของลำไส้เล็ก ของลำไส้ใหญ่ ของผิวหนัง ของโพรงจมูก และของไซนัส ซึ่งมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทั้งของต่อมน้ำเหลืองเอง และของเนื้อเยื่อต่าง ๆ มีสาเหตุ อาการ วิธีวินิจฉัย ระยะโรค แนวทางการรักษา และความรุนแรงโรคคล้ายคลึงกัน

ประเภทของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดฮอดจ์กิน (Hodgkin Lymphoma)
– มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดนอนฮอดจ์กิน ( Non-Hodgkin Lymphoma)

สาเหตุของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลือง แต่ปัจจัยที่อาจเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนั้น คือ
– การติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัส เอชไอวี (HIV) ที่เป็นสาเหตุของโรคเอดส์ (AIDS)
– การติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น ชนิดทำให้เกิดกระเพาะอาหารอักเสบ
– พันธุกรรม
– โรคภูมิแพ้ตนเอง (ภูมิต้านตนเอง) บางชนิด เช่น โรคต่อมไทรอยด์อักเสบ ชนิดไม่ติดเชื้อ
– มีภูมิคุ้มกันต้านทานโรคต่ำจากสาเหตุต่างๆ เช่น กินยากดภูมิคุ้มกันต้าน ทานในการรักษาโรคโดยการปลูกถ่ายอวัยวะ เช่น ปลูกถ่ายไต

อาการของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

– การพบก้อนที่บริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ที่คอ รักแร้ หรือ ขาหนีบ โดยก้อนที่เป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนั้นมักไม่เจ็บ ซึ่งต่างจากการติดเชื้อที่มักมีอาการเจ็บที่ก้อน
– ไข้ หนาวสั่น
– มีเหงื่อออกมากตอนกลางคืน
– เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด
– อ่อนเพลียโดยไม่ทราบสาเหตุ
– ไอเรื้อรัง และหายใจไม่สะดวก
– ต่อมทอนซิลโต
– อาการคันทั่วร่างกาย
– ปวดศีรษะ (พบในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองในระบบประสาท)

การรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลือง

1. การเฝ้าติดตามโรค
– การเฝ้าติดตามโรคมักใช้ในมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดค่อยเป็นค่อยไป (Indolent) หรือในรายชื่อที่ผู้ป่วยมีอาการจากตัวโรคไม่มาก
– ระหว่างการเฝ้าติดตามโรค จะมีการตรวจเลือดหรือตรวจทางรังสีเป็นระยะ

2. การรักษาด้วยยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)
– ยาเคมีบำบัดจะทำลายเซลล์มะเร็งโดยไปรบกวนการแบ่งตัวเซลล์มะเร็งการเลือกชนิดของยาเคมีบำบัดนั้น จะขึ้นอยู่กับชนิดของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โดยทั่วไปการรักษามะเร็งต่อมน้ำเหลืองมักจะให้ยาเคมีบำบัดหลายขนานร่วมกัน หรืออาจให้ร่วมกับการรักษาด้วย แอนติบอดี (Monoclonal Antibodies)

3. การรักษาด้วยแอนติบอดี (Monoclonal Antibodies)
– แอนติบอดี คือ สารสังเคราะห์ที่จะไปจับกับโปรตีนบนผิวของเซลล์มะเร็ง หลังจากนั้นจะมีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเพื่อมากำจัดเซลล์มะเร็งนั้น

4. การรักษาด้วยการฉายรังสี (Radiation Therapy)
– คือการรักษาด้วยการใช้รังสีปริมาณสูงเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง

5. การรักษาด้วยปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด (Transplantation)
– หลักการของรักษาด้วยปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดคือ การทำลายเซลล์มะเร็งให้หมดไป แล้วแทนที่ด้วยเซลล์ที่ปกติ การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่
5.1 การถูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด โดยอาศัยเซลล์ของผู้บริจาค ( Allogeneic Transplantation)
5.2 การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิด โดยอาศัยเซลล์ของผู้ป่วยเอง (Autologous Transplantation)