การป้องกันมะเร็งตับ

การป้องกันมะเร็งตับ

สวัสดีค่ะสำหรับวันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของโรคมะเร็งตับกันเชื่อว่าเพื่อน ๆ หลาย ๆ คนที่กำลังอ่านบทความนี้ก็ยังคงสงสัยกันอยู่ว่าถ้าเกิดกรณีที่ เราจะมีความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งตับนั้นจะทำยังไง และเราจะมีวิธีการป้องกันยังไงไม่ให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งตับกัน เพราะว่าหลาย ๆ คนนั้นก็ไม่มีใครอยากจะเป็นโรคร้ายแรงเหล่านี้กันหรอกใช่ไหมละคะ แน่นอนค่ะว่าการเป็นโรคนั้นไม่ว่าจะโรคมะเร็งอะไรก็ตามแต่นอกจากจะ ต้องมีเงินรักษาค่อนข้างสูงแล้วยังจะต้อง กินยาหลายเม็ดและก็โทรมขนาดหนักกันเลยทีเดียวเพราะฉะนั้นถ้าไม่อยากเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งตับนั้นวันนี้เรามาดูกันค่ะว่าเราจะมีวิธีการอย่างไร เพื่อป้องกันการเกิดโรคมะเร็งตับกัน

สำหรับมะเร็งตับนั้นต้องบอกก่อนค่ะว่าเกิดจากการที่กินอาหารที่เป็นเชื้อรา ดื่มเหล้าดูดบุหรี่พักผ่อนไม่เพียงพอไม่ออกกำลังกาย คนที่ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ อาจจะเป็นมะเร็งตับได้ จากไวรัสตับอักเสบบีและซี การดื่มเหล้าเป็นประจำนั้นจะส่งผลทำให้เกิดภาวะตับแข็ง การกินอาหารที่มีเชื้อรา โดยเฉพาะธัญพืชมีเชื้อรา เช่น ถั่วลิสง พริกป่นจำพวกนี้เป็นต้นคะ เพราะฉะนั้นวิธีการป้องกันดูแล เราควรจะดูแลเรื่องของสุขลักษณะ อนามัยในการกินให้ดีค่ะ และก็เรื่องของ สุรายาเสพติดหรือว่าจำพวกบุหรี่ฤทธิ์ของพวกนี้จะทำให้เรานั้นเป็นมะเร็งได้ในอนาคตค่ะ เพราะฉะนั้นแล้วทุกอย่างที่เรากระทำมันส่งผลทั้งนั้นค่ะเพราะฉะนั้นควรจะหมั่นออกกำลังกายและดูแลตัวเองให้ดีนะค่ะ ไม่อย่างนั้นแล้วอาจจะอยู่ในภาวะเสี่ยงได้ค่ะ

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

สำหรับบทความนี้เราจะมาพูดเน้น ๆ ถึงไอเท็มลับที่เราจะมาแนะนำกันค่ะสำหรับ วันนี้สาว ๆ คนไหนก็ตามที่กลัวว่าจะเกิดอาการเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปากมดลูกวันนี้เราก็มี ไอเท็มสำหรับป้องกันมะเร็งปากมดลูกซึ่งสามารถช่วยได้มากถึง 40% กันเลยทีเดียวอีกทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณของเรานั้นดูมีน้ำมีนวลและก็ชุ่มชื่นอีกด้วยสำหรับใครที่อยากรู้กันแล้วก็ อย่ารอช้าค่ะมารู้เทคนิคกันก่อนเลย ก่อนอื่นจากที่เราเคยพูดกล่าวไปถึงสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกนั่นก็เป็นเพราะ การมีเพศสัมพันธ์หรือว่าอาจจะเป็นได้โดยบางทีก็ไม่ทราบสาเหตุเป็นเพราะภูมิต้านทานของร่างกายไม่เพียงพอก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกันเพราะฉะนั้นแล้ววันนี้ สาว ๆ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่า กุ๊กกิ๊กกับแฟนมากไปนะค่ะเพราะมันอาจจะทำให้น้องสาวของเรานั้นอยู่ในภาวะเสี่ยงได้ และไอเท็มดี ๆ ที่เราจะมานำเสนอนั่นก็คือมะเขือเทศค่ะไม่ว่าจะเป็นลูกมะเขือเทศเพียว ๆ หรือน้ำคั้นมะเขือเทศสด ๆ ก็ตาม ว่ากันว่าสามารถป้องกันอัตราการเสี่ยงได้อย่างดีมาก ๆ ซ้ำยังช่วยให้ผิวพรรณดีอีกด้วยเพราะฉะนั้นแล้วถ้าใครมองหา วิธีการป้องกันเราขอแนะนำเทคนิคนี้ ควบคู่ค่ะและหมั่นออกกำลังกายด้วยท่าบริหารมดลูกเยอะ ๆ คะสามารถหาดูได้ทาง youtube เลยคะสำหรับเทคนิคและวิธีการออกกำลังกายท่าบริหารมะเร็งปากมดลูก จะมีท่านึงที่จะช่วยบริหารช่องคลอดให้เข้าอู่เพราะฉะนั้นแล้วถ้าใครอยากจะ บริหารสามารถเสริชดูกันได้นะจ้า กันไว้ดีกว่าแก้คะ

ผักต้านมะเร็ง

จากบทความที่ผ่าน ๆ มาเราได้รู้กันแล้วว่ามะเร็ง นั้นเกิดขึ้นได้ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก และปัจจัยที่พบมากที่สุดก็คือปัจจัยภายนอก และมะเร็งเกิดจากสารที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ และสารนี้จะเข้าไปทำปฎิกิริยากับโมเลกุลในร่างกายและเกิดผลเสียหายต่อเซลล์ ดังนั้น เราควรจะกินสารที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นเราก็เรียกมันว่า สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารต่อต้านอนุมูลอิสระนี้พบได้ในผักและผลไม้ แต่ในบทความนี้เราจะพูดถึงเฉพาะผักที่ต้านมะเร็ง

เรารู้แล้วว่าผักและผลไม้แต่ละสีจะให้ประโยชน์ที่แตกต่างกันดังนั้นเราควรจะกินให้ครบทั้ง 5 สีเพื่อประโยชน์สูงสุด เรามาดูกันว่ามีสีอะไรบ้าง แต่ละสีพบในผักชนิดใด และแต่ละสีให้ประโยชน์ยังไงบ้าง

– สีแดง ในมะเขือเทศ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งปอด
– สีเหลืองส้ม ในฟักทอง แครอท มีสารต้านอนุมูลอิสระแคโรทีนนอยด์ (Beta-carotene)
– สีเขียว ในคะน้า บล็อคโคลี่ ผักบุ้ง มีวิตามินซี และวิตามินเอ
– สีม่วง ในกะหล่ำสีม่วง ชมภู่มะเหมี่ยว มะเขือม่วง มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็ง
– สีขาว ในมะเขือขาวเปราะ ผักกาดขาว มีเบตาแคโรทีนสูง ช่วยกำจัดสารอนุมูลอิสระ

ต่อไปเรามาดูกันว่าผักแต่ละชนิด ให้วิตามินอะไรบ้าง แต่วิตามินแต่ละชนิดมีประโยชน์ยังไงในการต้านมะเร็ง

วิตามินเอ (Vitamin A) วิตามินเอเป็นสารที่ต่อต้านมะเร็ง มีประโยชน์ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ในผักไม่มีวิตามินเอ แต่มีสารจำพวกแคโรทีน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ในตับ พบในผักและผลไม้ที่มีสีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง ได้แก่ ผักบุ้ง คะน้า ตำลึง มะระขี้นก ใบกระเพา ใบย่านาง ผักแพว ใบแมงลัก ยอดแค ผักชะอม ฟักทอง ตะไคร้ บัวบก มะม่วง มะขาม มะเฟือง มะละกอ แตงโม กระเจี๊ยบ แอปเปิ้ล ลูกเดือย เป็นต้น

วิตามินซี (Vitamin C) พบในผลไม้รสเปรี้ยวเป็นส่วนใหญ่ มีกรดแคสคอร์บิค (ascorbic acid) ซึ่งผลิตคอลลาเจน (Collagen) ส่งผลดีต่อสุขภาพผิวหนัง เนื้อเยื่อและเส้นเลือดแข็งแรง ช่วยในการสมานแผลช่วยในกระบวนการดูดซึมเหล็ก ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานสูงขึ้น นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติเป็นแอนติออกซิแดนท์ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง พบมากในผักสดและผลไม้ โดยเฉพาะผักสด ใบส่วนยอดและเมล็ดที่กำลังจะงอก ได้แก่ ฝรั่ง มะขามป้อม ยอ เพกา มะนาว มะเขือเทศ เชอรี สับปะรด มะม่วง มะเฟือง แตงโม คะน้า ตำลึง ถั่วงอก ยอดมะขาม ใบเหลียง ผักหวาน พริก มะรุม เป็นต้น

วิตามินอี (Vitamin E) วิตามินอีมีคุณสมบัติเป็นแอนติออกซิแดนท์ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคระบบประสาท นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติในการทำให้เซลล์เยื่อบุผิวหนัง (Cell membrane) แข็งแรง มีสุขภาพดีขึ้น ช่วยลดริ้วรอยผิวหนัง ช่วยในการไหลเวียนเลือด พบมากในเมล็ดธัญพืช ต่าง ๆ ที่ให้น้ำมัน ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าวโพด งา รำข้าว ข้าวกล้อง จากการศึกษาของเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ พบว่าเมล็ดทานตะวันมีปริมาณวิตามินอีสูงมากกว่าในถั่วเหลือง และข้าวโพด

เมื่อทานผักก็อย่าลืมทานผลไม้ และหมั่นออกกำลังกายด้วยนะจ๊ะ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

การตรวจบริเวณผิวหนังเพื่อหามะเร็ง

การตรวจบริเวณผิวหนังเพื่อหามะเร็งนั้นสามารถทำได้ง่าย และสามารถทำการรักษาให้หายขาดได้มาก เพราะสามารถตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้น ซึ่งความผิดปกติต่าง ๆ นั้นสามารถตรวจพบได้โดย

1. สังเกตที่ตุ่ม หูด หรือไฝ
ให้สังเกตตุ่ม หูด หรือไฝ ว่ามีการเกิดเพิ่มขึ้นที่ผิวหนัง หรือมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ เช่น โตลุกลาม มีขนาดใหญ่ขึ้น สีเข้มขึ้น และแตกออกเป็นแผล มีเลือดหรือมีน้ำเหลืองไหลออกมา

2. สังเกตแผลที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง
ให้สังเกตแผลที่เกิดขึ้นบนผิวหนังว่า เกิดแผลเรื้อรังหรือเป็นแผลที่รักษาไม่หายหรือไม่

3. สังเกตการเปลี่ยนแปลงของแผลเป็น
ให้สังเกตว่าแผลเป็นมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่กินยาหม้อ ยาจีน หรือยาแผนโบราณอยู่เป็นประจำ เพราะยาเหล่านี้จะมีสารหนูเป็นองค์ประกอบ มักจะหนาตัวของผิวหนังเป็นหย่อม ๆ ตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า มีลักษณะแข็ง แห้ง และหนา ซึ่งหากปล่อยไว้นาน ๆ อาจจะกลายเป็นแผลเรื้อรังและเกิดมะเร็งขึ้นได้

มีมะเร็งผิวหนังชนิดหนึ่งที่เป็นลักษณะเฉพาะที่มักเกิดขึ้นบนใบหน้าคือมะเร็งชนิด Basal cell carcinoma มีลักษณะเป็นแผลที่มีขอบสูง มีจุดดำ ๆ มักเกิดบริเวณบนผิวหนังส่วน T – Zone ของใบหน้า คือระดับตาระหว่างคิ้วลงมาแนวของจมูกและปาก

การตรวจความผิดปกติที่แน่นอนก็คือการตัดชิ้นส่วนเพื่อพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา แพทย์จะตรวจวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องแม่นยำ แต่การตรวจสอบเบื้องต้นด้วยตนเองก็เป็นการระวังอย่างหนึ่งเมื่อเกิดข้อสงสัยหรือความผิดปกติควรไปพบแพทย์

ตรวจความสมบูรณ์ของร่างกายขั้นพื้นฐานเพื่อหามะเร็ง

การตรวจความสมบูรณ์ของร่างกายขั้นพื้นฐานนี้ไม่ได้ตรวจเพื่อบ่งบอกว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ แต่เป็นการตรวจการทำงานขั้นพื้นฐานของร่างกายว่าทำงานได้ปกติดีหรือไม่ ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งจะแสดงอาการบางอย่าง เช่น อ่อนเพลีย อาการซีดเหลือง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด โดยการตรวจความสมบูรณ์ของร่างกายขั้นพื้นฐานนั้นสามารถตรวจได้ดังนี้

1. การสังเกตความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย
ให้ทำการสังเกตความสมบูรณ์ของร่างกาย ถ้าผู้ป่วยมะเร็งมักจะพบว่าตนเองมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หมดเรี่ยวแรง

2. หมั่นชั่งน้ำหนัก
ให้หมั่นชั่งน้ำหนักเพื่อดูอาการผิดปกติเป็นประจำ หากว่าน้ำหนักลดลงอย่างผิดปกติ มักเกิดจากโรคเรื้อรังต่าง ๆ อาทิ มะเร็ง วัณโรค ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ

3. ตรวจดูอาการซีด
โดยตรวจดูได้จากเปลือกตาด้านใน โดยปกติเปลือกตาด้านในจะมีสีชมพูจาง ๆ แต่ถ้าเกิดอาการซีดจาง เป็นอาการที่บ่งบอกว่าเกิดโลหิตจางขึ้น เกิดจากความผิดปกติในการสร้างเม็ดเลือดแดง โดยเฉพาะกับผู้ป่วยเด็กที่มีไข้เรื้อรัง โดยต้องคำนึงถึงโรคลิวคีเมียหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วย ไม่เฉพาะแต่มะเร็งเท่านั้น อาหารเหล่านี้ยังบ่งบอกถึงการเสียเลือดอย่างเรื้อรัง เช่น มีพยาธิในลำไส้ หรือแผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น

4. การตรวจดูตาขาว
ปกติตาขาวจะมีสีขาว แต่ถ้าเป็นอาการของผู้ป่วยตาขาวจะมีสีเหลือง แต่สำหรับผู้ที่กระทบกับแดด ลม หรือฝุ่นละอองมาก ๆ เยื่อบุตาจะมีลักษณะขุ่น สกปรก ก็มีอาการผิดปกติที่ตาขาวได้เช่นกัน ดังนั้นเวลาตรวจดูตาขาวให้พลิกดูที่ใต้เปลือกตา ซึ่งก็คือส่วนที่ได้รับการน้อยที่สุด โดยดึงหนังตาส่วนบนขึ้นแล้วเหลือบตาลงล่าง ตรวจดูความผิดปกติที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ยังรวมถึงการตรวจปัสสาวะด้วยว่า มีสีเข้มหรือไม่โดยที่ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ แสดงว่าอาจเป็นอาการดีซ่าน จากโรคอื่น ๆ อาทิ โรคตับ โรคเลือด และมะเร็งในตับ

ข้อแนะนำในการป้องกันมะเร็ง

– หมั่นตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี และอย่าลืมบอกสิ่งผิดปกติที่เกิดกับร่างกายให้แพทย์ทราบ เพื่อให้การวินิจฉัยที่จะบ่งชี้การเกิดโรคได้ดียิ่งขึ้น
– หากบุคคลในครอบครัวเคยเป็นมะเร็ง โอกาสเสี่ยงย่อมจะมีมากกว่าคนอื่น ควรใส่ใจดูแลสุขภาพให้มาก หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่เร่งการก่อมะเร็ง
– เลือกรับประทานอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระสูง โดยเฉพาะวิตามินเอ ซี อี และเบต้าแคโรทีน พร้อมทั้งลดอาหารจำพวกหมัก ดองต่าง ๆ ลงด้วย
– งด หรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
– กรณีที่น้ำหนักเกินตัวมาตรฐาน ควรลดน้ำหนักลงให้อยู่ในเกณฑ์ที่ควรจะเป็น หยุดสูบบุหรี่ ตัวการของโรคหลายชนิด
– ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
– หลีกเลี่ยงแสงแดด ถ้าจำเป็นต้องทำงานกลางแจ้ง ควรปกป้องผิวด้วยการทาครีมกันแดดที่มีสาร SPF 25 ขึ้นไป
– หลีกเลี่ยงมลภาวะเป็นพิษ เช่น ยาฆ่าแมลง ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม
– สังเกตสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายหรือตุ่มเนื้อ สิว ไฝ ปาน ว่าลุกลาม ขยายขนาดอย่างต่อเนื่องหรือไม่



การออกกำลังกายเพื่อป้องกันมะเร็ง

การออกกำลังกายป้องกันมะเร็งได้อย่างไร??

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอช่วยในการป้องกันมะเร็งได้ เพราะสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงส่วนหนึ่งได้มาจากการออกกำลังกาย เป็นเกราะป้องกันโรคและภูมิต้านทานที่หาได้ง่ายโดยไม่ต้องลงทุน การออกกำลังกายช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งถึง 70% เนื่องจากช่วยลดระดับน้ำตาล ล้างพิษในร่างกาย ลดความเครียด เพิ่มความแข็งแรงของกระดูก และกล้ามเนื้อ

ผลดีของการออกกำลังกายต่อผู้ป่วยมะเร็งนอกจากที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังพบว่าการออกกำลังกายที่มีระดับปานกลางทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อลดลงทั้งคนปกติและผู้ป่วยมะเร็งหลังการผ่าตัด แต่ก็มีข้อสังเกตว่าหากออกกำลังกายหนักเกินไปอาจมีผลกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้ ดังนั้นโปรแกรมการออกกำลังกายก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง

จากการสืบค้นและวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ พบว่ายังไม่มีข้อสรุปและบ่งชี้เกี่ยวกับการออกกำลังกายว่า ต้องออกวิธีไหน ความถี่ยังไง เวลาเท่าไหร่ และความหนักของการออกกำลังกายที่ดีที่สุดสำหรับการป้องกัน ส่งเสริม และรักษามะเร็ง และในปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาใดที่เปรียบเทียบและชี้ให้เห็นว่าการออกกำลังกายประเภทใดเมาะสมกับผู้ป่วยมะเร็งประเภทใด หรือการออกกำลังกายแบบไหนเหมาะสมกับผู้ป่วยมะเร็งระดับไหน รวมไปถึงการออกกำลังกายยังไงสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

วารสารวิชาการ “เวชศาสตร์การ กีฬาแห่งอังกฤษ” ได้เปิดเผยให้ทราบว่า ปัจจัยสำคัญของการหนีโรคมะเร็งที่สำคัญ ขึ้นอยู่กับอัตราการเผาผลาญออกซิเจนของร่างกายในระดับสูง

ไขข้อสงสัยฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ข่าวเกี่ยวกับมะเร็งข่าวนี้นำมาจากข่าวสด วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7852 ข่าวสดรายวัน

หัวข้อข่าว ไขข้อสงสัยฉีดวัคซีน ป้องมะเร็งปากมดลูก

คณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ของประเทศไทย ได้รับรองขึ้นทะเบียนวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแปปิลโลมา (Human Papillomavirus vaccine) หรือที่เรียกว่า วัคซีนเอชพีวี จากบริษัทผู้ผลิต 2 แห่งในปี พ.ศ.2550 จากนั้นก็ได้มีการโฆษณา และประชาสัมพันธ์การใช้วัคซีนนี้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ดังนั้น จึงทำให้ประชาชนเกิดความสับสนหรือเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับวัคซีนตัวนี้ และประชาชนยังคงมีหลายคำถามเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกนี้ว่าจำเป็นต้องฉีดหรือไม่กันแน่

แต่ก็มีกลุ่มเครือข่ายต่าง ๆ กว่า 30 องค์กร ออกมาคัดค้านเกี่ยวกับการบรรจุวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ให้เป็นวัคซีนเป็นพื้นฐานของกระทรวงสาธารณะสุข ซึ่งก็มีเหตุผลจากหลาย ๆ สาเหตุด้วยกัน ซึ่งหลายคนก็เห็นตรงกันว่าวัคซีนเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย โดยเฉพาะงบที่มีจำกัด การลงทุนมากแต่ได้ผลตอบแทนต่ำ หรืออาจจะมีทางเลือกที่ถูกกว่า และเงินที่ใช้ก็คือภาษีของประชาชน

ผู้ทำการวิจัยและอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างดี น.พ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ หัวหน้าโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายสุขภาพ หรือไฮแทป (HITAP) ได้อธิบายไว้ว่า การคำนวณราคาที่รัฐบาลจะดำเนินโครงการนี้ได้ เริ่มจากแนวคิดที่ว่า หากเอาเงินที่ประหยัดได้จากการรักษาโรคไปเปลี่ยนเป็นการฉีดวัคซีนแทนจะต้องซื้อที่เข็มละเท่าไหร่ ซึ่งก็ได้ตัวเลขออกมา คือ 190 บาท

ปัจจุบันหากเป็นโรงพยาบาลเอกชน วัคซีนนี้จะตกที่เข็มละ 2,000 บาท ต้องฉีด 3 เข็ม ใน 6 เดือน ส่วนราคาที่ สธ.กำลังคำนวณเบื้องต้นที่ยังไม่ได้ต่อรองจนได้ข้อสรุปอยู่ที่เข็มละ 500 บาท

ทั่วโลกได้คำนวณเกี่ยวกับประสิทธิ์ผลของการฉีกวัคซีนว่า ถ้าได้รับวัคซีน 1 ครั้ง จะช่วยยืดอายุไม่ให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ 5-7 วัน แต่ถ้าเทียบกันตัวอย่างอื่น เช่น การเลิกบุหรี่ พบว่าหากคนเลิกบุหรี่ได้เร็วตั้งแต่อายุ 30 ปี จะลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 1-2 ปี และช่วยลดโรคได้หลายโรคทั้งมะเร็งปอด มะเร็งช่องปาก และสัมพันธ์กับมะเร็งปากมดลูกด้วย โดยอุบัติการณ์เกิดมะเร็งในผู้หญิงไทยปัจจุบัน พบมะเร็งตับเป็นลำดับหนึ่ง รองลงมาคือ มะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก

นอกจากนี้ยังพบความเข้าใจผิด เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกอีกว่า ผู้ที่ฉีดวัดแล้วจะช่วยรักษามะเร็งไม่ต้องตรวจภายใน แต่ความจริง วัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV 2 ชนิด คือ ชนิดที่ 16, 18 จาก 40 สายพันธุ์ โดยจะได้ผลต่อเมื่อยังไม่เคยได้รับไวรัส HPV ซึ่งมะเร็งชนิดนี้จะใช้เวลาดำเนินโรคเป็น 10 ปี ทำให้ยังจำเป็นต้องตรวจหามะเร็งในช่วงอายุเสี่ยงคือ 30 ปีขึ้นไปอย่างน้อยทุก 5 ปี เพราะหากพบความเสี่ยงมะเร็งระยะแรกๆ จะรักษาให้หายขาดได้ ฉะนั้นการตรวจคัดกรองด้วยวิธีแป๊ปสเมียร์ หรือวีไอเอ ที่มีต้นทุน 100-200 บาท ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยลดการเกิดโรคได้

สุดท้าย การเดินหน้าป้องกันประชาชนจากโรคมะเร็งเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ควรคิดเหตุผลรอบด้าน เพื่อใช้เงินจากภาษีประชาชนให้คุ้มค่าก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

ป้องกันมะเร็งด้วยการกินถั่ว

ถั่วเป็นพืชที่อาหารที่สำคัญ พบได้มากตามท้องตลาดมีราคาถูกและให้คุณค่าทางโภชนาการดีจึงมีการปลูกในหลายประเทศทั่วโลก โดยถั่วที่มีความสำคัญ 3 อันดับแรกได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง และถั่วดำ ตามลำดับ

เป็นเวลาหลายสิบปี ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้หญิงญี่ปุ่นไม่ค่อยป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม และผู้ชายก็ไม่ค่อยป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก น่าจะมีอะไรดี ๆ ที่คนญี่ปุ่นได้กินเป็นประจำหรือเป็นอาหารประจำชาติ บางงานวิจัยกล่าวว่า ชายชาวชราญี่ปุ่นไม่น้อยที่เสียชีวิตด้วยโรคชรา เมื่อผ่าพิสูจน์ศพพบว่าชายชราจำนวนไม่น้อยที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากแต่ว่าอาการไม่กำเริบ ทำให้คนเหล่านี้ตายด้วยธรรมชาติเสียด้วยซ้ำ นั่นอาจจะเป็นเพราะอาหารที่พวกเค้ากินเป็นประจำ ซึ่งก็ได้คำตอบคือ เต้าหู้หรือผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองนั่นเอง

ถั่วเหลืองต้านมะเร็งได้อย่างไร

ถั่วเหลืองต้านมะเร็งได้อย่างไรนั้น คำตอบอยู่ที่สารหลายตัวที่อยู่ในถั่วเหลือง นึ่งคือสารเจนิสเตอิน เป็นสารฟลาโวนอยด์ตัวสำคัญที่มีบทบาทยับยั้งการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ด้วยกลไกป้องกันการงอกของเส้นเลือดที่จะส่งอาหารเข้าไปเลี้ยงเซลล์มะเร็ง

สอง คือสารเดอิดเซอิน ซึ่งเป็นสารไอโซฟลาโวน ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนอีสโตรเจนและเทสโตสเตโรน แต่มีฤทธิ์เพียงครึ่งเดียวของฮอร์โมนทั้งสอง เมื่อกินเข้าไป ไอโซฟลาโวนจะเข้าไปจับกับเซลล์เป้าหมาย ได้แก่ เซลล์เต้านมหรือต่อมลูกหมาก จึงป้องกันเซลล์เหล่านี้ไม่ให้ถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนของตนเอง ซึ่งฤทธิ์แรงกว่า อันจะทำให้เกิดเป็นมะเร็ง ตรงนี้ภาษาทางวิชาการเรียกว่า มีฤทธิ์ยับยั้งโดยการแย่งจับจอง หรือ Competitive inhibitor ขณะเดียวกันการที่มันมีฤทธิ์น้อยๆ ก็ทำให้ร่างกายมีการหล่อเลี้ยงของฮอร์โมนเพศโดยไม่เกิดอาการพร่องฮอร์โมน

สาม คือถั่วเหลืองมีกรดฟัยติก เป็นสารแอนติออกซิแดนต์สำคัญ และเป็นสารยับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสซึ่งเป็นสารส่งเสริมการกลายตัวเป็นเซลล์มะเร็ง ด้วยเหตุฉะนี้ทุกคำเคี้ยวของเต้าหู้ ทุกอึกของนมถั่วเหลือง คืออาหารสำคัญต้านมะเร็งของผู้คนชาวเอเชีย ที่ตกทอดมาแต่บรรพบุรุษ

ยังมีอะไรในถั่วเหลือง

– คาร์โบฮัยเดรทเชิงซ้อน เป็นอาหารสมบูรณ์แบบสำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนัก เพราะให้ความรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ให้พลังงานที่เผาผลาญช้า ๆ แต่ทนนานสม่ำเสมอ
– เส้นใยชนิดไม่ละลายน้ำ ช่วยป้องกันอาการท้องผูก ช่วยให้อาหารผ่านระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้น เมื่อของเสียไม่หมักหมม การดูดซึมสารพิษไม่เกิด ลดความระคายเคืองต่อเยื่อบุลำไส้ จึงลดความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่
– เส้นใยชนิดละลายน้ำ เป็นตัวแปรสำคัญในการผลิตโคเลสเตอรอลดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ลดระดับกลูโคสในเลือด จัดเป็นอาหารทางเลือกสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
– ซาโปนิน ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลเลว LDL
– โฟเลท จำเป็นต่อการพัฒนาตัวอ่อน ลดระดับโฮโมซิสเทอีน อันเป็นสารอันตรายต่อระบบหัวใจหลอดเลือด
– เลซิทิน มีผลในการลดไขมัน เสริมสร้างการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ
– ลิกแนน สารยับยั้งโปรทิเอส เอนไซม์ ป้องกันมะเร็ง
– และที่สำคัญคือเจนิสติน และโปรตีนพืช

เจนิสติน คืออะไร สามารถต้านมะเร็งได้?

1. สามารถเหนี่ยวนำให้เกิด apoptosis (ตายตามโปรแกรม) จึงเป็นสารทำลายเซลล์มะเร็ง
2. เจนิสติน เป็นตัวยับยั้งเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (Thyrosine kinase) จึงหยุดการแข็งตัวของเลือดส่วนเกิน ซึ่งเป็นสาเหตุของหัวใจวาย และการเติบโตของเซลล์มะเร็ง
3. เจนิสติน ขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ DNA topoisomerase II ซึ่งลดการสร้าง DNA ทำให้เซลล์หยุดแบ่งตัว ทำให้เซลล์มะเร็งหยุดเจริญเติบโต
4. เจนิสตินยับยั้งกระบวนการสร้างเส้นเลือดใหม่ (angiogenesis) อันสำคัญต่อการเจริญของเนื้องอก จึงป้องกันการก่อตัวของมะเร็งชนิดอยู่กับที่ เช่น มะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก และมะเร็งปอด โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา พิจารณาให้เจนิสตินเป็นยารักษาโรคมะเร็ง
5. เจนิสตินยังมีบทบาทควบคุมมะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมน เช่น มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก

การงด หรือลดเครื่องดิ่มที่มีแอลกอฮอล์เพื่อป้องกันมะเร็ง

การป้องกันมะเร็งอีกวิธีหนึ่งที่อยากแนะนำคือ การไม่ดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในปริมาณมากและบ่อยจนเกินไป เพราะการรับแอลกอฮอล์เข้าสู่ร่างกายมากกว่า 60 กรัม ของ Ethanol ต่อวัน เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น 9 เท่า และถ้ามีการรับแอลกอฮอล์มากกว่า 60 กรัม ของ Ethanol ไปพร้อมกับการสูบบุหรี่มากกว่า 20 มวล/วัน มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งถึง 50 เท่าของคนปกติ

สารประกอบสำคัญในเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นสาเหตุของมะเร็งคือ เอทานอล (ethanol)

เครื่องดื่มแอลกอฮอล์หมายถึง เบียร์/ไวน์/เหล้า/เหล้ายา/ค็อกเทล/พันช์/เครื่องดื่มเจือแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งของมะเร็งแอลกอฮอล์เพิ่มความเสี่ยงระดับที่เกี่ยวข้องชัดเจนต่อมะเร็งปาก/คอหอย/กล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งลำไส้ (ผู้ชาย) มะเร็งเต้านม ส่วนความเสี่ยงระดับที่อาจเกี่ยวข้องได้แก่ มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้(ผู้หญิง) สำหรับการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับสูบบุหรี่ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งปาก/คอหอย/กล่องเสียง มะเร็งหลอดอาหาร


เครื่องดิ่มแอลกอฮอล์กับมะเร็ง

เครื่องดิ่มแอลกอฮอล์กับมะเร็ง


นอกจากนี้ การดื่มแอลกอฮอล์อาจมีส่วนทำให้น้ำหนักเกิน/โรคอ้วน(overweight/obese) เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้พลังงาน แต่มีสารอาหารอันเป็นประโยชน์น้อย ผู้ที่น้ำหนักเกิน/โรคอ้วน มีโอกาสเสี่ยงสูงต่อมะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับอ่อน มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม (หลังวัยหมดระดู) มะเร็งไต มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

ดังนั้น ทั้งสุราและบุหรี่หากเลี่ยงได้ก็เลี่ยง หรือถ้าใครยังมีพฤติกรรมเหล่านี้อยู่ ก็ขอให้ ลด ละ เลิก แล้วหันมาดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงจะดีกว่า