การตรวจหูเพื่อหามะเร็ง

อาการมะเร็งที่พบได้บ่อยในหูนั้น คือ หูอื้อ มีน้ำเหลืองและเลือดไหลออกมาจากรูหู และโดยมากจะเป็นมะเร็งของหูชั้นนอก หรือมะเร็งโพรงจมูก สามารถตรวจพบโดยการตรวจดูในรูหูจะพบก้อนเนื้อ แผลเป็นเรื้อรัง หรือมีเลือดและน้ำเหลืองไหลในรูหู

สำหรับอาการผิดปกติของหูอันเกิดจากก้อนมะเร็งในโพรงหลังจมูกนั้นจะตรวจพบได้ยาก โดยแพทย์ต้องใช้กล้องส่องลงไปในลำคอ หากเป็นโรคนี้จริง จะพบว่า มีก้อนเนื้อกดเบียดรูเปิดของท่อที่ต่อระหว่างหูชั้นกลางกับโพรงหลังจมูก การเสียสมดุลของความดันในหูชั้นกลางทำให้เกิดอาการหูอื้อ หากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดอาการหูน้ำหนวก ทำให้การได้ยินลดลงหรือเสียไป และถ้าเยื่อแก้วหูทะลุ จะมีน้ำเหลืองไหลออกจากรูหูได้ สำหรับผู้ที่มีหูอื้อนานเกิน 2 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของความผิดปกติโดยเร็ว

ที่มา ไกรภพ สาระกูล. พลังธรรมชาติบริสุทธิ์ ยุติมะเร็ง. (หน้า 20-21) : พิมพ์ที่ บริษัท ฐานบัณฑิต จำกัด

การตรวจมะเร็งปากมดลูก

การตรวจมะเร็งปากมดลูก

การตรวจมะเร็งปากมดลูกนั้นทำยังไง หลายๆคนบอกว่า เอี……นี่ฉันจะเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกหรือไม่ แล้วโรคมะเร็งปากมดลูกนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร วันนี้เรามีคำตอบค่ะสำหรับท่านใดที่กำลังกังวลใจว่าตัวเองนั้นจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกหรือไม่วันนี้เรามีเทคนิคการตรวจสอบโดยเบื้องต้นสำหรับผู้ที่ อยากจะรู้ว่าตัวเองนั้นอยู่ในบุคคลเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกรึเปล่า วันนี้เราจะมาดูกันค่ะว่า คุณนั้นอยู่ในหมวดหมู่ที่อยู่ในความเสี่ยงหรืออาการเสี่ยงนั้นหรือไม่ สำหรับวิธีการตรวจสอบร่างกายของตัวเองหรือเช็คนั้นถ้าอยากจะทราบอย่างละเอียดแนะนำการไปตรวจภายใน กับทางโรงพยาบาลหรือพบแพทย์นะคะเพราะจะได้รายละเอียดที่แน่ชัดว่าเป็นหรือไม่ใช่หรือไม่จริงหรือมัว ^^ เพราะฉะนั้นแล้ว ถ้ายังอยากจะ เพื่อความชัวร์ก่อนในระดับอัตราเสี่ยงระดับแรกนั้นเรามาเช็คกันคะ

วิธีการเช็คนั้น มีเทคนิคการเช็คง่าย ๆ คะ โดยอัตราการที่จะเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกนั้นเกิดจากสาเหตุดังนี้ค่ะ

1. การติดเชื้อ HPV หรือการเป็นหูดที่อวัยวะเพศ เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของการเกิดมะเร็งปากมดลุก

2. การสูบบุหรี่ เป็นปัจจัยต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกเพิ่มขึ้นสองเท่า

3.การรับประทานยาคุมกำเนิด

4.ระบบภูมิคุ้มกันของคุณสุภาพสตรี ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันไม่ดีจะทำให้เกิดโอกาสติดเชื้อ HPV ได้ง่ายจึงมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลุกเพิ่มขึ้น

5.ผู้ที่รับประทานยาคุมกำเนิดมาเป็นระยะเวลานานจะมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูก

6. และอื่นๆ อีกมากมายซึ่ง รวมไปถึงเชื่อกันว่ามีบัตรหลายคนก็สามารถเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ค่ะ

สำหรับอาหารของมะเร็งปากมดลูกนั้นจะมีดังนี้ค่ะ เลือดออกขณะมีเพศสัมพันธ์ ออกแบบผิดปกติออกมาเป็นระยะๆ หลังจาก ประจำเดือนหมดแล้วก็ยังมีเลือด มีเลือดปนมากับตกขาว เวลามีเพศสัมพันธ์จะรู้สึกเจ็บ ขณะร่วมเพศเลือดออกหลังจากตรวจภายในเพราะฉะนั้น ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์หรือว่าการกินยาคุมมากเกินไปนะค่ะเพราะอาจจะทำให้เสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ง่าย

การตรวจตาเพื่อหามะเร็ง

โรคมะเร็งลูกตานั้นจะพบได้น้อย และที่พบได้บ่อยจะเป็นเด็ก คือ มะเร็งของจอรับภาพหรือเรติโนบลาสโตมา(Retinoblastoma) โดยจะพบในลักษณะแวววาวคล้ายตาแมวเวลาต้องแสงไฟ ซึ่งโรคนี้สามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ ดังนั้นผู้ที่มีญาติเป็นโรคมะเร็งชนิดนี้ควรดูแลรักษาและตรวจสอบดวงตาอยู่เสมอ และหมั่นพบจุกษุแพทย์เพื่อตรวจหาโรคเป็นครั้งคราว

สำหรับผู้ใหญ่อาการผิดปกติที่พบ มักจะเกิดจากมะเร็งตำแหน่งอื่น ๆ มากกว่าดวงตา แต่จะมีอาการแสดงออกทางดวงตาที่มีส่วนสัมพันธ์กับมะเร็ง คือ

ตามัว จะเกิดกับดวงตาทั้งสองข้าง มีสาเหตุมาจากความดันภายในของกระโหลกศีรษะ อาจจะเป็นอาการเริ่มแรกของการเกิดเนื้องอกในสมอง หรือการกระจายของมะเร็งอื่น ๆ มายังสมอง อาจจะมีอาการอื่น ๆ รวมอยู่ด้วย เช่น ปวดศีรษะ อาเจียนโดยไม่มีอาการคลื่นไส้ แขนขาอ่อนแรง แต่ว่าหากพบความผิดปกติในดวงตาข้างเดียวมักเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับดวงตา

เห็นภาพซ้อน สาเหตุมาจากความอ่อนแอของกล้ามเนื้อตา โดยมักจะเป็นกล้ามเนื้อที่ดึงในตากรอกไปทางหางตา และเป็นกับตาข้างเดียว อาจทำให้เกิดอาการตาเหล่ เข้าหัวตา แต่หากกล้ามเนื้อยังไม่อ่อนแรงมาก ให้สังเกตโดยการเหลือบตาข้างนั้นไปทางหางตา ลูกตาจะไม่สามารถเหลือบไปได้จนสุด

ตาสองข้างไม่สามารถเคลื่อนที่ไปได้อย่างสัมพันธ์กัน ทำให้เกิดภาพซ้อน เกิดอาการคลื่นไส้ เวียนศีรษะ สาเหตุเกิดจากมะเร็งโพรงหลังจมูก ที่ลุกลามเข้าสู่ฐานกระโหลก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เส้นประสาทสมองคู่ที่ 6 เลี้ยงกล้ามเนื้อตาอยู่

ลานสายตาแคบลง ในระดับปกติของลานสายตาเมื่อตาอยู่ในตำแหน่งมองตรง ลานสายตาจะกว้างออกไปประมาณ 100-110 องศา และด้านใกล้ 50 องศา โดยลานสายตาที่แคบลงนี้ เกิดจากการกดเบียดประสาทตา ช่วงที่อยู่ในกระโหลกศีรษะ และมักพบในโรคเนื้องอกของต่อมใต้สมอง(Pituitary tumur)

มีก้อนเนื้อในเยื่อบุตาหรือเปลือกตา อาจจะเป็นมะเร็งของเยื่อบุตาหรือเปลือกตา

ตาโปนข้างเดียว สาเหตุจากการที่เนื้องอกในกระบอกตา เช่น มะเร็งโพลงไซนัส หรือการแพร่กระจายของมะเร็งจากที่อื่นมายังกระบอกตา ถ้าพบว่าตาโปนทั้งสองข้าง มักเป็นโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ

ที่มา ไกรภพ สาระกูล. พลังธรรมชาติบริสุทธิ์ ยุติมะเร็ง. (หน้า 20-21) : พิมพ์ที่ บริษัท ฐานบัณฑิต จำกัด

การตรวจศีรษะเพื่อหามะเร็ง

การตรวจศีรษะก็เป็นหนทางหนึ่งในการค้นหามะเร็ง เนื่องจากบนศีรษะก็สามารถเกิดความผิดปกติได้บ่อย เช่น มีแผล ตุ่ม หรือก้อนเกิดขึ้นบริเวณหนังศีรษะ หรือใต้ต่อมหนังศีรษะที่ถูกปกคลุมด้วยเส้นผม โดยจะไม่แสดงอาการใด ๆ ดังนั้นจึงเสี่ยงต่อการลุกลามเป็นอย่างมาก เพราะผู้ป่วยมักไม่ใส่ใจในการตรวจร่างกาย พอตรวจเจอก็ลุกลามไปมากแล้ว

มะเร็งหนังศีรษะนั้นอาจจะเกิดจากโรคของหนังศีรษะเอง แต่ก็มีไม่น้อยเหมือนกันที่เกิดจากการแพร่กระจายจากส่วนอื่น ๆ มายังบริเวณศีรษะ ซึ่งบางครั้งก็ไม่ปรากฎอาหารของรอยโรคปฐมภูมิ เช่น มะเร็งต่อมไทรอยด์ เป็นต้น

สำหรับอาการที่พบได้บ่อย ๆ ได้แก่ ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว อาเจียนโดยไม่มีอาการคลื่นไส้ ซึ่งเป็นผลมาจากความดันภายในกระโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น เช่น การเกิดเนื้องอกในสมอง การแพร่กระจายของมะเร็งจากที่อื่น ๆ ไปยังสมอง หรือกระดูกฐานกระโหลกศีรษะ



การตรวจบริเวณผิวหนังเพื่อหามะเร็ง

การตรวจบริเวณผิวหนังเพื่อหามะเร็งนั้นสามารถทำได้ง่าย และสามารถทำการรักษาให้หายขาดได้มาก เพราะสามารถตรวจพบมะเร็งในระยะเริ่มต้น ซึ่งความผิดปกติต่าง ๆ นั้นสามารถตรวจพบได้โดย

1. สังเกตที่ตุ่ม หูด หรือไฝ
ให้สังเกตตุ่ม หูด หรือไฝ ว่ามีการเกิดเพิ่มขึ้นที่ผิวหนัง หรือมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่ เช่น โตลุกลาม มีขนาดใหญ่ขึ้น สีเข้มขึ้น และแตกออกเป็นแผล มีเลือดหรือมีน้ำเหลืองไหลออกมา

2. สังเกตแผลที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง
ให้สังเกตแผลที่เกิดขึ้นบนผิวหนังว่า เกิดแผลเรื้อรังหรือเป็นแผลที่รักษาไม่หายหรือไม่

3. สังเกตการเปลี่ยนแปลงของแผลเป็น
ให้สังเกตว่าแผลเป็นมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่กินยาหม้อ ยาจีน หรือยาแผนโบราณอยู่เป็นประจำ เพราะยาเหล่านี้จะมีสารหนูเป็นองค์ประกอบ มักจะหนาตัวของผิวหนังเป็นหย่อม ๆ ตามฝ่ามือ ฝ่าเท้า มีลักษณะแข็ง แห้ง และหนา ซึ่งหากปล่อยไว้นาน ๆ อาจจะกลายเป็นแผลเรื้อรังและเกิดมะเร็งขึ้นได้

มีมะเร็งผิวหนังชนิดหนึ่งที่เป็นลักษณะเฉพาะที่มักเกิดขึ้นบนใบหน้าคือมะเร็งชนิด Basal cell carcinoma มีลักษณะเป็นแผลที่มีขอบสูง มีจุดดำ ๆ มักเกิดบริเวณบนผิวหนังส่วน T – Zone ของใบหน้า คือระดับตาระหว่างคิ้วลงมาแนวของจมูกและปาก

การตรวจความผิดปกติที่แน่นอนก็คือการตัดชิ้นส่วนเพื่อพิสูจน์ทางพยาธิวิทยา แพทย์จะตรวจวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องแม่นยำ แต่การตรวจสอบเบื้องต้นด้วยตนเองก็เป็นการระวังอย่างหนึ่งเมื่อเกิดข้อสงสัยหรือความผิดปกติควรไปพบแพทย์

ตรวจความสมบูรณ์ของร่างกายขั้นพื้นฐานเพื่อหามะเร็ง

การตรวจความสมบูรณ์ของร่างกายขั้นพื้นฐานนี้ไม่ได้ตรวจเพื่อบ่งบอกว่าเป็นมะเร็งหรือไม่ แต่เป็นการตรวจการทำงานขั้นพื้นฐานของร่างกายว่าทำงานได้ปกติดีหรือไม่ ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งจะแสดงอาการบางอย่าง เช่น อ่อนเพลีย อาการซีดเหลือง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด โดยการตรวจความสมบูรณ์ของร่างกายขั้นพื้นฐานนั้นสามารถตรวจได้ดังนี้

1. การสังเกตความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกาย
ให้ทำการสังเกตความสมบูรณ์ของร่างกาย ถ้าผู้ป่วยมะเร็งมักจะพบว่าตนเองมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร หมดเรี่ยวแรง

2. หมั่นชั่งน้ำหนัก
ให้หมั่นชั่งน้ำหนักเพื่อดูอาการผิดปกติเป็นประจำ หากว่าน้ำหนักลดลงอย่างผิดปกติ มักเกิดจากโรคเรื้อรังต่าง ๆ อาทิ มะเร็ง วัณโรค ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ

3. ตรวจดูอาการซีด
โดยตรวจดูได้จากเปลือกตาด้านใน โดยปกติเปลือกตาด้านในจะมีสีชมพูจาง ๆ แต่ถ้าเกิดอาการซีดจาง เป็นอาการที่บ่งบอกว่าเกิดโลหิตจางขึ้น เกิดจากความผิดปกติในการสร้างเม็ดเลือดแดง โดยเฉพาะกับผู้ป่วยเด็กที่มีไข้เรื้อรัง โดยต้องคำนึงถึงโรคลิวคีเมียหรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวด้วย ไม่เฉพาะแต่มะเร็งเท่านั้น อาหารเหล่านี้ยังบ่งบอกถึงการเสียเลือดอย่างเรื้อรัง เช่น มีพยาธิในลำไส้ หรือแผลในกระเพาะอาหาร เป็นต้น

4. การตรวจดูตาขาว
ปกติตาขาวจะมีสีขาว แต่ถ้าเป็นอาการของผู้ป่วยตาขาวจะมีสีเหลือง แต่สำหรับผู้ที่กระทบกับแดด ลม หรือฝุ่นละอองมาก ๆ เยื่อบุตาจะมีลักษณะขุ่น สกปรก ก็มีอาการผิดปกติที่ตาขาวได้เช่นกัน ดังนั้นเวลาตรวจดูตาขาวให้พลิกดูที่ใต้เปลือกตา ซึ่งก็คือส่วนที่ได้รับการน้อยที่สุด โดยดึงหนังตาส่วนบนขึ้นแล้วเหลือบตาลงล่าง ตรวจดูความผิดปกติที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ยังรวมถึงการตรวจปัสสาวะด้วยว่า มีสีเข้มหรือไม่โดยที่ร่างกายได้รับน้ำเพียงพอ แสดงว่าอาจเป็นอาการดีซ่าน จากโรคอื่น ๆ อาทิ โรคตับ โรคเลือด และมะเร็งในตับ