รู้จักกับมะเร็งปากมดลูก

มะเร็งเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการตายในคนไทย รองลงมาคือุบัติเหตุ สำหรับเพศหญิงนั้นมะเร็งปากมดลูกเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของสตรีไทย จากการรายงานของสำนักงานวิจัยมะเร็งนานาชาติพบว่า ในปีพ.ศ. 2544 ประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ปีละ 6,192 ราย เสียชีวิต 3,166 ราย หรือประมาณร้อยละ 50 เมื่อนำมาคำนวณแล้วสตรีไทยจะเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกเฉลี่ยวันละ 9 ราย มะเร็งปากมดลูกพบมากที่สุดในภาคเหนือเมื่อเทียบกับภาคอื่น ๆ ของประเทศไทย

โรคมะเร็งปากมดลูก (Cancer of Cervix) เกิดจากเชื้อไวรัสตัวหนึ่งที่ชื่อว่า HPV (Human Papilloma Virus) ภาษาไทยเรียกกันว่า ไวรัสหูด ไวรัสชนิดนี้ติดต่อจากการสัมผัสซึ่งส่วนมากมากจากเพศสัมพันธ์ที่ทำให้มีรอยแผลหรือรอยถลอกของผิวเยื่อบุ เชื้อไวรัสจะเข้าไปในปากมดลูก ทำให้ปากมดลูกมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อและกลายเป็นมะเร็ง

ไวรัส HPV มีทั้งหมดกว่า 100 ชนิด แต่ที่ทำให้ติดเชื้ออวัยวะสืบพันมีประมาณ 30-40 ชนิด เราสามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มด้วยกันคือ กลุ่มเสี่ยงต่ำและกลุ่มเสี่ยงสูง กลุ่มเสี่ยงต่ำไม่ทำให้เกิดมะเร็ง แต่จะทำให้เกิดหูดหงอนไก่ที่อวัยวะเพศ หรือหูดที่กล่องเสียง ส่วนกลุ่มเสี่ยงสูงก่อให้เกิดมะเร็งต่าง ๆ ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด และมะเร็งปากช่องคลอด

สาเหตุของมะเร็งปากมดลูก

เราทราบมาแล้วว่าสาเหตุของมะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแพปพิลโลมาหรือเชื้อเอชพีวีบริเวณอวัยวะเพศ โดยเฉพาะบริเวณปากมดลูก ซึ่งปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้ติดเชื้อ HPV หรือเกิดมะเร็งปากมดลูกนั้น ได้แก่ การมีคู่นอนหลายคน การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย หรือมีการตั้งครรภ์เมื่ออายุน้อยเป็นต้น ปัจจัยอื่น ๆ นอกเหนือจากนี้เป็นเพียงปัจจัยที่ส่งเสริมและทำให้การติดเชื้อ HPV รุนแรงขึ้นจนเป็นมะเร็งปากมดลูก

1. ปัจจัยเสี่ยงทางฝ่ายหญิง
– การมีคู่นอนหลายคน
– การมีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อยกว่า 17 ปี ซึ่งเป็นช่วงที่มีการกลายรูปของเซลล์ปากมดลูกมาก ช่วงนี้จะมีความไวต่อสารก่อมะเร็งสูงมากโดยเฉพาะเชื้อ HPV
– การตั้งครรภ์และการคลอดลูก จำนวนครั้งของการคลอดลูกมากกว่า 4 ครั้ง มีความเสี่ยงต่อมะเร็งปากมดลูกสูงขึ้น
– มีประวัติการเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น เริม ซิฟิลิส และหนองใน เป็นต้น
– การรับประทานยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน ๆ ถ้านานกว่า 5 ปี และ 10 ปี จะมีความเสี่ยงสูงขึ้น
– ไม่เคยได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมาก่อน

2. ปัจจัยเสี่ยงทางฝ่ายชาย เนื่องจากส่วนใหญ่ของการติดเชื้อเอชพีวีบริเวณอวัยวะเพศได้มาจากการมีเพศสัมพันธ์
– สตรีที่มีสามีเป็นมะเร็งองคชาติ
– สตรีที่แต่งงานกับชายที่เคยมีภรรยาเป็นมะเร็งปากมดลูก
– ผู้ชายที่เคยเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
– ผู้ชายที่มีประสบการณ์ทางเพศตั้งแต่อายุน้อย
– ผู้ชายที่มีคู่นอนหลายคน

3. ปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ที่ส่งเสริมให้เป็นมะเร็งปากมดลูกได้ง่ายหรือเร็วขึ้นได้แก่
– การสูบบุหรี่
– ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น โรคเอดส์ และการได้รับยากดภูมิคุ้มกัน

อาการของมะเร็งปากมดลูก

อาการของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกจะมากหรือน้อยขึ้นกับระยะของมะเร็ง ในระยะแรกอาจไม่มีอาการผิดปกติ แต่สามารถตรวจพบได้จากการตรวจคัดกรองมะเร็งด้วยวิธีแปปสเมียร์ อาการที่อาจพบในผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูก ได้แก่

การตกเลือดทางช่องคลอด เป็นอาการที่พบได้มากที่สุดประมาณร้อยละ 80 – 90 ของผู้ป่วย ลักษณะเลือดที่ออกอาจจะเป็นเลือดออกกะปริบกะปรอยระหว่างรอบเดือน เลือดออกหลังมีเพศสัมพันธ์ มีน้ำปนเลือด ตกขาวปนเลือด เลือดออกหลังวัยหมดประจำเดือน

อาการในระยะหลังเมื่อมะเร็งลุกลามหรือไปสู่อวัยวะอื่น ๆ ได้แก่ ขาบวม ปวดหลัง ปวดก้นกบ ปัสสาวะเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นเลือด เป็นต้น

วิธีวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก

1. การตรวจภายใน หากพบก้อนผิดปกติที่ปากมดลูก แพทย์จะตรวจยืนยันโดยการตัดชิ้นเนื้อบางส่วนไปส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
2. การตรวจทางเซลล์วิทยา หรือ “แปปสเมียร์” เป็นการตรวจภายในร่วมกับการเก็บเอาเซลล์บริเวณปากมดลูกไปตรวจทางเซลวิทยา
3. การตรวจด้วยกล้องขยาย หรือ คอลโปสโคป ร่วมกับการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา
4. การตรวจอื่น ๆ ที่อาจช่วยในการวินิจฉัยมะเร็งปากมดลูก ได้แก่ การขูดภายในปากมดลูก การตัดปากมดลูกด้วยห่วงไฟฟ้า การตัดปากมดลูกออกเป็นรูปกรวยด้วยมีด

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก

การป้องกันมะเร็งปากมดลูก แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ

1. การป้องกันปฐมภูมิ คือ การป้องกันโดยการหลีกเลี่ยงการได้รับสารก่อมะเร็ง การลดหรือขจัดสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับมะเร็งปากมดลูก หรือการทำให้ร่างกายสามารถต่อต้านสารก่อมะเร็ง
2. การป้องกันทุติยภูมิ คือ การค้นหามะเร็งในระยะแรกเริ่มซึ่งการรักษาได้ผลดีสำหรับมะเร็งปากมดลูกแล้ว
3. การป้องกันตติยภูม คือ การรักษาโรคมะเร็ง มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ผู้ป่วยหายจากโรคมะเร็ง มีชีวิตรอดยาวนาน และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

มะเร็งปากมดลูก เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของสตรีไทย โดยเกิดจากเชื้อ HPV ดังนั้นควรศึกษาและทำการป้องกันไว้ก่อนเป็นดีที่สุด

Bookmark the permalink.