ไขข้อสงสัยฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก

ข่าวเกี่ยวกับมะเร็งข่าวนี้นำมาจากข่าวสด วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 22 ฉบับที่ 7852 ข่าวสดรายวัน

หัวข้อข่าว ไขข้อสงสัยฉีดวัคซีน ป้องมะเร็งปากมดลูก

คณะกรรมการอาหารและยา(อย.) ของประเทศไทย ได้รับรองขึ้นทะเบียนวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแปปิลโลมา (Human Papillomavirus vaccine) หรือที่เรียกว่า วัคซีนเอชพีวี จากบริษัทผู้ผลิต 2 แห่งในปี พ.ศ.2550 จากนั้นก็ได้มีการโฆษณา และประชาสัมพันธ์การใช้วัคซีนนี้แก่ประชาชนอย่างต่อเนื่อง เกี่ยวกับการป้องกันมะเร็งปากมดลูก ดังนั้น จึงทำให้ประชาชนเกิดความสับสนหรือเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับวัคซีนตัวนี้ และประชาชนยังคงมีหลายคำถามเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกนี้ว่าจำเป็นต้องฉีดหรือไม่กันแน่

แต่ก็มีกลุ่มเครือข่ายต่าง ๆ กว่า 30 องค์กร ออกมาคัดค้านเกี่ยวกับการบรรจุวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ให้เป็นวัคซีนเป็นพื้นฐานของกระทรวงสาธารณะสุข ซึ่งก็มีเหตุผลจากหลาย ๆ สาเหตุด้วยกัน ซึ่งหลายคนก็เห็นตรงกันว่าวัคซีนเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็จำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ เพิ่มเติมด้วย โดยเฉพาะงบที่มีจำกัด การลงทุนมากแต่ได้ผลตอบแทนต่ำ หรืออาจจะมีทางเลือกที่ถูกกว่า และเงินที่ใช้ก็คือภาษีของประชาชน

ผู้ทำการวิจัยและอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างดี น.พ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ หัวหน้าโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายสุขภาพ หรือไฮแทป (HITAP) ได้อธิบายไว้ว่า การคำนวณราคาที่รัฐบาลจะดำเนินโครงการนี้ได้ เริ่มจากแนวคิดที่ว่า หากเอาเงินที่ประหยัดได้จากการรักษาโรคไปเปลี่ยนเป็นการฉีดวัคซีนแทนจะต้องซื้อที่เข็มละเท่าไหร่ ซึ่งก็ได้ตัวเลขออกมา คือ 190 บาท

ปัจจุบันหากเป็นโรงพยาบาลเอกชน วัคซีนนี้จะตกที่เข็มละ 2,000 บาท ต้องฉีด 3 เข็ม ใน 6 เดือน ส่วนราคาที่ สธ.กำลังคำนวณเบื้องต้นที่ยังไม่ได้ต่อรองจนได้ข้อสรุปอยู่ที่เข็มละ 500 บาท

ทั่วโลกได้คำนวณเกี่ยวกับประสิทธิ์ผลของการฉีกวัคซีนว่า ถ้าได้รับวัคซีน 1 ครั้ง จะช่วยยืดอายุไม่ให้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรได้ 5-7 วัน แต่ถ้าเทียบกันตัวอย่างอื่น เช่น การเลิกบุหรี่ พบว่าหากคนเลิกบุหรี่ได้เร็วตั้งแต่อายุ 30 ปี จะลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร 1-2 ปี และช่วยลดโรคได้หลายโรคทั้งมะเร็งปอด มะเร็งช่องปาก และสัมพันธ์กับมะเร็งปากมดลูกด้วย โดยอุบัติการณ์เกิดมะเร็งในผู้หญิงไทยปัจจุบัน พบมะเร็งตับเป็นลำดับหนึ่ง รองลงมาคือ มะเร็งเต้านมและมะเร็งปากมดลูก

นอกจากนี้ยังพบความเข้าใจผิด เกี่ยวกับการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกอีกว่า ผู้ที่ฉีดวัดแล้วจะช่วยรักษามะเร็งไม่ต้องตรวจภายใน แต่ความจริง วัคซีนช่วยป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV 2 ชนิด คือ ชนิดที่ 16, 18 จาก 40 สายพันธุ์ โดยจะได้ผลต่อเมื่อยังไม่เคยได้รับไวรัส HPV ซึ่งมะเร็งชนิดนี้จะใช้เวลาดำเนินโรคเป็น 10 ปี ทำให้ยังจำเป็นต้องตรวจหามะเร็งในช่วงอายุเสี่ยงคือ 30 ปีขึ้นไปอย่างน้อยทุก 5 ปี เพราะหากพบความเสี่ยงมะเร็งระยะแรกๆ จะรักษาให้หายขาดได้ ฉะนั้นการตรวจคัดกรองด้วยวิธีแป๊ปสเมียร์ หรือวีไอเอ ที่มีต้นทุน 100-200 บาท ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยลดการเกิดโรคได้

สุดท้าย การเดินหน้าป้องกันประชาชนจากโรคมะเร็งเป็นเรื่องที่ดี แต่ก็ควรคิดเหตุผลรอบด้าน เพื่อใช้เงินจากภาษีประชาชนให้คุ้มค่าก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน

Bookmark the permalink.

Leave a Reply