อาหารต้านมะเร็งเต้านม

เราได้รู้จักกับมะเร็งเต้านมกันไปแล้วในบทความ รู้จักกับมะเร็งเต้านม ซึ่งเราได้ทราบเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ในการเกิดมะเร็งเต้านม การคัดกรอง อาการ การรักษา และวิธีปฎิบัติสำหรับมะเร็งเต้านมกันไปแล้ว ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงอาหารสำหรับมะเร็งเต้านมกัน

อาหารต้านมะเร็งเต้านม

ธัญพืช ควรรับประทานธัญพืช โดยเฉพาะธัญพืชที่ไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ถั่วเมล็ดแห้ง เพราะจะทำให้ได้รับโฟเลท ซึ่งมีผลดีต่อมะเร็งเต้านม

เต้าหู้หรือน้ำนมถั่วเหลือง การรับประทานถั่วทำให้ป้องกันและลดอัตราการเติบโตของมะเร็งเต้านมได้ แต่ก็ควรกินอย่างพอเหมาะไม่ควรกินเยอะเกินไปเพราะถ้ากินเยอะเกินไปจะเป็นการส่งผลให้เซลล์เจริญเติบโตแทนเพราะในถั่วมีฮอร์โมนที่คล้ายกับฮอร์โมนเพศหญิง อ่านบทความ ป้องกันมะเร็งด้วยการกินถั่ว

กระเทียมและหอม สารที่อยู่ในกระเทียมและหอมนี้จะช่วยป้องกันมะเร็งได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกระเทียมป้องกันมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง อีกทั้งเพิ่มภูมิคุ้มกันลดน้ำตาลในเลือด ต้านการเหนี่ยวนำการเกิดมะเร็งจากสารเคมี ลดการเจริญของเซลล์มะเร็ง และลดคอเรสเตอรอลได้อีกด้วย

พริก ในพริกมีสารที่ช่วยทำให้เซลล์มะเร็งตายได้

ขิงและข่า สารที่อยู่ในขิงและข่ามีส่วนช่วยในการป้องกันมะเร็งได้

ขมิ้นและพริกไทยดำ สารเคมีธรรมชาติที่พบได้ในขมิ้นและพริกไทยดำ ช่วยยับยั้งการเติบโตของเนื้องอกที่เต้านม

ผลไม้ที่ไม่มีรสหวานจัด ผลไม้ควรเลือกทานผลไม้ที่มีเส้นใยสูง ผลไม้ที่รับประทานได้ทั้งเปลือกเพราะมีส่วนช่วยในการลดการเกิดมะเร็งได้

กลุ่มผักมีสี ได้แก่ บีทรูท ผักโขม แครอท มะเขือเทศ ยิ่งมีสีเข้มมากย่อมหมายถึงว่ามาสารมีประโยชน์มากขึ้นเท่านั้น

กระหล่ำปลี กระหล่ำดอก ในกระหล่ำมีสารไฟโตเคมิคัล ที่มีสรรพคุณในการต่อต้านมะเร็งเต้านม โดยการปรับเปลี่ยนฮอร์โมนที่ช่วยในการเสริมสร้างมะเร็ง ให้กลายเป็นฮอร์โมนที่ช่วยในการป้องกันมะเร็งแทน

เห็ด มีคุณสมบัติต่อต้านมะเร็ง และกระตุ้นการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน และการวิจัยก็พบอยู่เสมอว่า ชาเขียวก็มีคุณสมบัติต่อต้านมะเร็งเช่นกัน

ชาเขียว จากการวิจัยพบว่าชาเขียวมีคุณสมบัติต่อต้านมะเร็ง ซึ่งถ้ารับประทานกับเห็ดจะป้องกันมะเร็งได้ดียิ่งขึ้น

พืชจากทะเล ผักจากทะเล มีคุณสมบัติช่วยชะลอการเกิดมะเร็งเต้านม เช่น สาหร่ายทะเล

ข้อพึงระวัง ไม่ควรรับประทานข่าดิบเพราะมีพิษ ควรต้มให้สุกก่อน เช่น ต้มยำ ต้มข่า แต่สำหรับขิงนั้นรับประทานได้ทั้งดิบและสุข และยังมีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการท้องอืดและช่วยให้ร่างกายอบอุ่น ข้อสังเกตคือพืชในวงศ์ขิง เช่น ขิง, ข่า, ขมิ้น, กระชายเหลือง, กระชายดำ ล้วนแล้วแต่มีสรรพคุณในการต้านอนุมูลอิสระและต้านมะเร็ง

จะเห็นว่าแค่เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์เท่านั้นก็ทำให้ร่างกายได้รับสารที่มีประโยชน์ตามไปด้วย และจะเห็นว่า อาหารต้านมะเร็งเต้านมได้ ซึ่งอาหารประเภทต่าง ๆ ก็มีคุณสมบัติต่าง ๆ กัน ดังนั้นการกินอาหารให้ครบ และหลากหลายจะทำให้ได้รับประโยชน์ในหลาย ๆ ด้าน ไม่เพียงแต่การกินอาหารเท่านั้น การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็จะทำให้สุขภาพร่างกายแข็งแรงตามไปด้วย

ผักต้านมะเร็ง

จากบทความที่ผ่าน ๆ มาเราได้รู้กันแล้วว่ามะเร็ง นั้นเกิดขึ้นได้ทั้งปัจจัยภายในและภายนอก และปัจจัยที่พบมากที่สุดก็คือปัจจัยภายนอก และมะเร็งเกิดจากสารที่ทำให้เกิดอนุมูลอิสระ และสารนี้จะเข้าไปทำปฎิกิริยากับโมเลกุลในร่างกายและเกิดผลเสียหายต่อเซลล์ ดังนั้น เราควรจะกินสารที่ต่อต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นเราก็เรียกมันว่า สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารต่อต้านอนุมูลอิสระนี้พบได้ในผักและผลไม้ แต่ในบทความนี้เราจะพูดถึงเฉพาะผักที่ต้านมะเร็ง

เรารู้แล้วว่าผักและผลไม้แต่ละสีจะให้ประโยชน์ที่แตกต่างกันดังนั้นเราควรจะกินให้ครบทั้ง 5 สีเพื่อประโยชน์สูงสุด เรามาดูกันว่ามีสีอะไรบ้าง แต่ละสีพบในผักชนิดใด และแต่ละสีให้ประโยชน์ยังไงบ้าง

– สีแดง ในมะเขือเทศ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งปอด
– สีเหลืองส้ม ในฟักทอง แครอท มีสารต้านอนุมูลอิสระแคโรทีนนอยด์ (Beta-carotene)
– สีเขียว ในคะน้า บล็อคโคลี่ ผักบุ้ง มีวิตามินซี และวิตามินเอ
– สีม่วง ในกะหล่ำสีม่วง ชมภู่มะเหมี่ยว มะเขือม่วง มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็ง
– สีขาว ในมะเขือขาวเปราะ ผักกาดขาว มีเบตาแคโรทีนสูง ช่วยกำจัดสารอนุมูลอิสระ

ต่อไปเรามาดูกันว่าผักแต่ละชนิด ให้วิตามินอะไรบ้าง แต่วิตามินแต่ละชนิดมีประโยชน์ยังไงในการต้านมะเร็ง

วิตามินเอ (Vitamin A) วิตามินเอเป็นสารที่ต่อต้านมะเร็ง มีประโยชน์ในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ในผักไม่มีวิตามินเอ แต่มีสารจำพวกแคโรทีน ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ในตับ พบในผักและผลไม้ที่มีสีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง ได้แก่ ผักบุ้ง คะน้า ตำลึง มะระขี้นก ใบกระเพา ใบย่านาง ผักแพว ใบแมงลัก ยอดแค ผักชะอม ฟักทอง ตะไคร้ บัวบก มะม่วง มะขาม มะเฟือง มะละกอ แตงโม กระเจี๊ยบ แอปเปิ้ล ลูกเดือย เป็นต้น

วิตามินซี (Vitamin C) พบในผลไม้รสเปรี้ยวเป็นส่วนใหญ่ มีกรดแคสคอร์บิค (ascorbic acid) ซึ่งผลิตคอลลาเจน (Collagen) ส่งผลดีต่อสุขภาพผิวหนัง เนื้อเยื่อและเส้นเลือดแข็งแรง ช่วยในการสมานแผลช่วยในกระบวนการดูดซึมเหล็ก ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานสูงขึ้น นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติเป็นแอนติออกซิแดนท์ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง พบมากในผักสดและผลไม้ โดยเฉพาะผักสด ใบส่วนยอดและเมล็ดที่กำลังจะงอก ได้แก่ ฝรั่ง มะขามป้อม ยอ เพกา มะนาว มะเขือเทศ เชอรี สับปะรด มะม่วง มะเฟือง แตงโม คะน้า ตำลึง ถั่วงอก ยอดมะขาม ใบเหลียง ผักหวาน พริก มะรุม เป็นต้น

วิตามินอี (Vitamin E) วิตามินอีมีคุณสมบัติเป็นแอนติออกซิแดนท์ช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็ง ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคระบบประสาท นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติในการทำให้เซลล์เยื่อบุผิวหนัง (Cell membrane) แข็งแรง มีสุขภาพดีขึ้น ช่วยลดริ้วรอยผิวหนัง ช่วยในการไหลเวียนเลือด พบมากในเมล็ดธัญพืช ต่าง ๆ ที่ให้น้ำมัน ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าวโพด งา รำข้าว ข้าวกล้อง จากการศึกษาของเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ พบว่าเมล็ดทานตะวันมีปริมาณวิตามินอีสูงมากกว่าในถั่วเหลือง และข้าวโพด

เมื่อทานผักก็อย่าลืมทานผลไม้ และหมั่นออกกำลังกายด้วยนะจ๊ะ เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง

อาหารเสริมต้านมะเร็ง

เรารู้กันมาแล้วว่าสารก่อมะเร็งจะทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งสารนี้จะเข้าไปทำปฏิกิริยากับโมเลกุลสำคัญในร่างกายและก่อให้เกิดความเสียหายต่อเซลล์ ดังนั้นเราควรต่อต้านสารเหล่านี้โดยการใช้สารที่เรียกกันว่า สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งสารเหล่านี้ก็สามารถพบได้ในอาหารหลาย ๆ ประเภท ซึ่งก็รู้จักกันดีที่เรียกกันว่า อาหารต้านมะเร็ง ซึ่งในปัจจุบันได้นำสารเหล่านั้นมาทำเป็นเม็ด หรือแคปซูล หรือในรูปแบบต่าง ๆ และก็เรียกกันว่า อาหารเสริมต้านมะเร็ง หรือ อาหารเสริมรักษามะเร็ง

ผู้ป่วยหลายคน หรือแม้แต่ญาติผู้ป่วยเองมักจะถามหาอาหารเสริมที่ต้านมะเร็ง เพาะทุกวันนี้อาหารเสริมมาแรงเพราะได้ยินจากการโฆษณาหลาย ๆ สื่อไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ Interner หรือแม้แต่การบอกต่อ เยอะแยะมากมาย และอาหารเสริมนั้นก็มีมากมายหลายชนิด เช่น วิตามินป้องกันมะเร็ง แอนตี้อ๊อกซิแดนซ์ เบต้าแคโรทีน ฯลฯ และก็มีการวิจัยออกมาหลาย ๆ อย่างเกียวกับอาหารเสริมเช่นเดียวกัน

มีงานวิจัยบางงานออกมาเปิดเผยว่า อาหารเสริมหลาย ๆ ตัวนั้น ที่ทุกคนเชื่อว่าปลอดภัย แต่ถ้ากินมาก ๆ แล้วอาจจะเกิดอันตรายได้เหมือนกัน เช่น การกินอาหารเสริมในรูปแบบเม็ด หรือแคปซูลอาจจะทำให้มีโอกาสเกิดมะเร็งที่อื่นเพิ่มมากขึ้น

การกินอาหารเสริมเพื่อป้องกันมะเร็ง หรือรักษามะเร็งนั้น ประมาณการกินเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เราควรควบคุมการกินอาหารเสริมด้วยว่า แต่ละวันควรจะกินเท่าไหร่ กินอะไรบ้าง และกินชนิดไหนบ้าง เพราะมะเร็งแต่ละอย่าง แต่ละโรค ย่อมมีวิธีการป้องกันและรักษาต่างกัน อาหารเสริมก็เหมือนกัน อาจจะป้องกันมะเร็งแบบหนึ่งได้ แต่อาจจะเป็นปัจจัยเสี่ยงกับอีกมะเร็งอีกแบบหนึ่งก็เป็นได้

ดังนั้นการที่จะกินอาหารเสริมเพื่อป้องกันหรือรักษามะเร็งนั้น ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เพื่อให้ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ในเรื่องของปริมาณ ประเภท และอื่น ๆ เกี่ยวกับอาหารเสริม และอาหารเสริมที่ขายตามแหล่งต่าง ๆ เวลาซื้อมา ควรดูให้ดีซะก่อนว่าน่าเชื่อถือหรือเปล่า แต่วิธีที่แนะนำในการป้องกันและรักษามะเร็งนั้น แนะนำว่าให้กินจากอาหารจะดีกว่า การกินอารหารให้ครบทุกหมู่ ทุกสีจะดีที่สุด และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การทำสมาธิเพื่อทำให้จิตใจสงบก็เป็นอีกวิธีที่ได้ผลเหมือนกัน

ใบย่านางกับมะเร็ง

ใบย่านาง ภาษาอังกฤษ เราจะใช้คำว่า Bai-ya-nang มีชื่อวิทยาศาสตร์ คือ Tiliacora triandra (Colebr.) Diels จัดอยู่วงศ์ MENISPERMACEAE ใบย่านางเป็นสมุนไพรไทยที่ชนิดหนึ่ง ที่ขึ้นตามป่าเขาโดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีลักษณะเป็นเป็นไม้เลื้อย เมื่อเวลาเกิดตามท้องทุ่งก็มักจะเกี่ยวกับไม้ยืนต้นอื่น ๆ ใบย่านางมีสีเขียวเข้ม ใบเงามัน ออกดอกเล็กๆ สีเหลือง ผลเล็กๆ กลมรี มีขนตามกิ่งอ่อน เวลาแก่เถาย่านางจะเหนียวมาก เป็นต้นไม้ที่มีความทนทาน ปลูกง่าย

ใบย่านางนั้นเป็นสมุนไพรของไทยชนิดหนึ่ง ที่จัดว่าเป็นสมุนไพรในตำนานที่ทำให้มีอายุวัฒนะ หรือที่คนอีสานเรียกกันว่า “หมื่นปี บ่ เฒ่า” และนอกจากนี้มีคุณสมบัติหลากหลายเพราะเป็นสมุนไพรเย็นมีคลอโรฟิลล์สดจากธรรมชาติ และยังมีวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายอีกมากมาย

นอกจากใบย่านางจะเป็นสมุนไพรของไทยแล้ว ใบย่านางยังสามารถนำมาใช้เป็นเครื่องปรุงที่ช่วยเพิ่มความกลมกล่อมของรสชาติอาหารได้อีกด้วย

สรรพคุณของใบย่านางกับมะเร็ง

ใบย่านางนั้นมีสรรพคุณหลาย ๆ อย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น ฟื้นฟูเซลล์ เพิ่มความสดชื่นแก่ร่างกาย ปรับสมดุลของร่างกาย ช่วยรักษาโรคต่าง ๆ แต่ในที่นี้ขอพูดเฉพาะสรรพคุณที่เกี่ยวกับการรักษาโรคมะเร็งเท่านั้น

ใบย่านางมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรฤทธิ์เย็นทำให้เหมาะกับผู้ที่เป็นโรคมะเร็งเป็นอย่างมาก เพราะช่วยลดและป้องกันการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ หากดื่มน้ำใบย่านางเป็นประจำจะทำให้เซลล์มะเร็งฝ่อและเล็กลงได้

อย่างไรก็ตามสรรพคุณเหล่านี้ยังไม่มีหลักฐานยืนยันจากทางวิชาการที่ชัดเจนยิ่งนัก แต่ว่ามีผู้ที่ทดลองและพิสูจน์หลายรายพบว่าน้ำใบย่านางช่วยให้เซลล์มะเร็งฝ่อลงได้

อาหารต้านมะเร็ง

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่ามะเร็งนั้นเกิดขึ้นได้ทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายนอกก็เป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคมะเร็งเพราะปัจจัยภายนอกนั้นเกิดได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม และเราก็รู้มาแล้วว่าปัจจัยภายนอกนั้นนั้นคือสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวเรา แต่สาเหตุต้น ๆ เลยของการเกิดโรคมะเร็งก็คืออาหาร ถึงแม้ว่าอาหารบางอย่างจะทำให้เกิดมะเร็งแต่ก็มีอาหารบางอย่างที่ต้านมะเร็งได้เช่นเดียวกัน

ในการกินอาหารเพื่อที่จะต้านมะเร็งนั้น มีคำแนะนำอยู่ 9 ประการดังนี้

1. กินผักหลากสีทุกวัน
สารก่อมะเร็งจะทำให้เกิดอนุมูลอิสระ ซึ่งสารนี้จะไปทำปฏิกิริยากับโมเลกุลสำคัญในร่างกาย ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อเซลล์ ดังนั้นเราควรต่อต้านสารเหล่านี้โดยการใช้สารที่เรียกว่า สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งจะพบในผักและผลไม้ ผักและผลไม้แต่ละสีจะให้ประโยชน์และคุณค่าที่ต่างกัน ดังนั้นเราควรจะกินให้ครบทั้ง 5 สี อย่างเช่น สีแดง ในมะเขือเทศ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งกระเพาะอาหารและมะเร็งปอด สีเหลืองส้ม ในฟักทอง แครอท มีสารต้านอนุมูลอิสระแคโรทีนนอยด์ (Beta-carotene) สีเขียว ในคะน้า บล็อคโคลี่ ผักบุ้ง มีวิตามินซี และวิตามินเอ สีม่วง ในกะหล่ำสีม่วง ชมภู่มะเหมี่ยว มะเขือม่วง มีสารแอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ช่วยยับยั้งสารก่อมะเร็ง สารสีขาว ในมะเขือขาวเปราะ ผักกาดขาว มีเบตาแคโรทีนสูง ช่วยกำจัดสารอนุมูลอิสระ

2. กินผลไม้เป็นประจำ
เพราะในผลไม้ก็มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระเช่นเดียวกับผัก

3. ทำอาหารธัญพืชและเส้นใย
ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีหรือขัดสีน้อยที่สุดทำให้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เช่นใยอาหาร วิตามิน แร่ธาตุ ไฟโตนิวเตรียนท์ และสารต้านอนุมูลอิสระต่าง ๆ ตัวอย่างได้แก่ ข้าวกล้อง ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวโอ๊ต ข้าวบาร์เลย์ ลูกเดือย นอกจากนี้ใยอาหารในธัญพืชยังทำหน้าที่สำคัญในการพาสารต่างๆที่เป็นโทษต่อร่างกายซึ่งติดบริเวณลำไส้ให้ขับถ่ายออกไป จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็งทางเดินอาหารและลำไส้ใหญ่

4. ใส่เครื่องเทศเสริมรสชาติอาหาร
เครื่องเทศหมายถึง ส่วนต่าง ๆ ของพืชที่นำมาใช้เป็นเครื่องปรุงอาหารหรือเพื่อให้อาหารมีกลิ่นหอม สารประกอบอินทรีย์ที่เป็นกลิ่นหอมของเครื่องเทศนั้นมาจากส่วนที่เป็นน้ำมัน และน้ำมันหอมระเหย ส่วนรสชาติที่เผ็ดร้อนนั้นมาจากส่วนที่เป็นยาง นอกจากนี้ยังมีสารหลายชนิดซึ่งมีสรรพคุณลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง และกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันได้

5. เพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ
ชาเขียวได้มาจากการนำยอดใบชาสดมาผ่านกระบวนการอบ เพื่อลดความชื้นโดยไม่ผ่านการหมัก ในชาเขียวมีสาร Polyphenol และ Flavonoids หรือที่เรียกว่า Catechins ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ การดื่มชาเขียวควรดื่มทันทีหลังจากชงเสร็จเนื่อจากถ้าทิ้งไว้ ชาเขียวจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจน ทำให้สูญเสียคุณค่าไป

6. ปรุงอาหารถูกวิธี
ปรุงอาหารให้ถูกวิธี หลีกเลี่ยงการปิ้งย่างจนไหม้เกรียม ไม่รับประทานอาหารแบบดิบ ๆ สุก ๆ โดยเฉพาะปลาน้ำจืดที่มีเกล็ด

7. หลีกหนีอาหารไขมัน
ไขมันมีสองประเภท ประเภทที่ไม่ดีได้แก่ไขมันอิ่มตัว ในนมเนย ไขมันสัตว์ มะพร้าว น้ำมัมปาล์ม และน้ำมันทอดซ้ำ ประเภทที่ดี ได้แก่ ไขมันไม่อิ่มตัว พบใน น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเมล็ดฝ้าย น้ำมันดอกทานตะวันและปลาที่มีมันมากเช่น ปลาซาดีน ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาจาระเม็ด ปลาช่อน ปลาสำลีเป็นต้น

8. ลดบริโภคเนื้อแดง
ควรจำกัดการรับประทานเนื้อแดงให้เหลือเพียงสัปดาห์ละ 500 กรัม เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ ชุดอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งลำไส้ได้แก่ สเต็กคู่กับมันฝรั่ง เบคอนกับไข่ และเนื้อย่างโดยไม่มีผัก

9. ลดบริโภคเกลือแกงอาหารหมักดอง
ในวันหนึ่งๆควรบริโภคเกลือไม่เกินวันละ 6 กรัม การบริโภคอาหารที่มีปริมาณเกลือสูงเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร ควรเลี่ยงอาหารหมักดองหรือปรุงแต่งสีด้วยดินประสิวเช่น ปลาร้า ปลาส้ม แหนม กุนเชียง เนื้อเค็ม ปลาเค็ม เพราะมีสารก่อมะเร็งที่เรียกว่าสารไนโตรซามีน

จะเห็นว่าการรับอาหารที่มีประโยชน์และครบถ้วนหลากหลายมีประโยชน์หลาย ๆ อย่างทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่หลากหลาย ซึ่งสารอาหารแต่ละประเภทก็มีประโยชน์และคุณค่าแตกต่างกันไป และไม่เพียงแต่การกินอาหารเท่านั้น การออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วยก็เป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา http://www.oknation.net/blog/sukit/2012/02/02/entry-1

ป้องกันมะเร็งด้วยการกินถั่ว

ถั่วเป็นพืชที่อาหารที่สำคัญ พบได้มากตามท้องตลาดมีราคาถูกและให้คุณค่าทางโภชนาการดีจึงมีการปลูกในหลายประเทศทั่วโลก โดยถั่วที่มีความสำคัญ 3 อันดับแรกได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วลิสง และถั่วดำ ตามลำดับ

เป็นเวลาหลายสิบปี ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าผู้หญิงญี่ปุ่นไม่ค่อยป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านม และผู้ชายก็ไม่ค่อยป่วยเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก น่าจะมีอะไรดี ๆ ที่คนญี่ปุ่นได้กินเป็นประจำหรือเป็นอาหารประจำชาติ บางงานวิจัยกล่าวว่า ชายชาวชราญี่ปุ่นไม่น้อยที่เสียชีวิตด้วยโรคชรา เมื่อผ่าพิสูจน์ศพพบว่าชายชราจำนวนไม่น้อยที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมากแต่ว่าอาการไม่กำเริบ ทำให้คนเหล่านี้ตายด้วยธรรมชาติเสียด้วยซ้ำ นั่นอาจจะเป็นเพราะอาหารที่พวกเค้ากินเป็นประจำ ซึ่งก็ได้คำตอบคือ เต้าหู้หรือผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองนั่นเอง

ถั่วเหลืองต้านมะเร็งได้อย่างไร

ถั่วเหลืองต้านมะเร็งได้อย่างไรนั้น คำตอบอยู่ที่สารหลายตัวที่อยู่ในถั่วเหลือง นึ่งคือสารเจนิสเตอิน เป็นสารฟลาโวนอยด์ตัวสำคัญที่มีบทบาทยับยั้งการขยายตัวของเซลล์มะเร็ง ด้วยกลไกป้องกันการงอกของเส้นเลือดที่จะส่งอาหารเข้าไปเลี้ยงเซลล์มะเร็ง

สอง คือสารเดอิดเซอิน ซึ่งเป็นสารไอโซฟลาโวน ซึ่งมีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนอีสโตรเจนและเทสโตสเตโรน แต่มีฤทธิ์เพียงครึ่งเดียวของฮอร์โมนทั้งสอง เมื่อกินเข้าไป ไอโซฟลาโวนจะเข้าไปจับกับเซลล์เป้าหมาย ได้แก่ เซลล์เต้านมหรือต่อมลูกหมาก จึงป้องกันเซลล์เหล่านี้ไม่ให้ถูกกระตุ้นโดยฮอร์โมนของตนเอง ซึ่งฤทธิ์แรงกว่า อันจะทำให้เกิดเป็นมะเร็ง ตรงนี้ภาษาทางวิชาการเรียกว่า มีฤทธิ์ยับยั้งโดยการแย่งจับจอง หรือ Competitive inhibitor ขณะเดียวกันการที่มันมีฤทธิ์น้อยๆ ก็ทำให้ร่างกายมีการหล่อเลี้ยงของฮอร์โมนเพศโดยไม่เกิดอาการพร่องฮอร์โมน

สาม คือถั่วเหลืองมีกรดฟัยติก เป็นสารแอนติออกซิแดนต์สำคัญ และเป็นสารยับยั้งเอนไซม์โปรตีเอสซึ่งเป็นสารส่งเสริมการกลายตัวเป็นเซลล์มะเร็ง ด้วยเหตุฉะนี้ทุกคำเคี้ยวของเต้าหู้ ทุกอึกของนมถั่วเหลือง คืออาหารสำคัญต้านมะเร็งของผู้คนชาวเอเชีย ที่ตกทอดมาแต่บรรพบุรุษ

ยังมีอะไรในถั่วเหลือง

– คาร์โบฮัยเดรทเชิงซ้อน เป็นอาหารสมบูรณ์แบบสำหรับผู้ต้องการลดน้ำหนัก เพราะให้ความรู้สึกอิ่มเร็วขึ้น ให้พลังงานที่เผาผลาญช้า ๆ แต่ทนนานสม่ำเสมอ
– เส้นใยชนิดไม่ละลายน้ำ ช่วยป้องกันอาการท้องผูก ช่วยให้อาหารผ่านระบบทางเดินอาหารได้เร็วขึ้น เมื่อของเสียไม่หมักหมม การดูดซึมสารพิษไม่เกิด ลดความระคายเคืองต่อเยื่อบุลำไส้ จึงลดความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่
– เส้นใยชนิดละลายน้ำ เป็นตัวแปรสำคัญในการผลิตโคเลสเตอรอลดี ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ ลดระดับกลูโคสในเลือด จัดเป็นอาหารทางเลือกสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน
– ซาโปนิน ช่วยลดระดับโคเลสเตอรอลเลว LDL
– โฟเลท จำเป็นต่อการพัฒนาตัวอ่อน ลดระดับโฮโมซิสเทอีน อันเป็นสารอันตรายต่อระบบหัวใจหลอดเลือด
– เลซิทิน มีผลในการลดไขมัน เสริมสร้างการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับความทรงจำ
– ลิกแนน สารยับยั้งโปรทิเอส เอนไซม์ ป้องกันมะเร็ง
– และที่สำคัญคือเจนิสติน และโปรตีนพืช

เจนิสติน คืออะไร สามารถต้านมะเร็งได้?

1. สามารถเหนี่ยวนำให้เกิด apoptosis (ตายตามโปรแกรม) จึงเป็นสารทำลายเซลล์มะเร็ง
2. เจนิสติน เป็นตัวยับยั้งเอนไซม์ไทโรซีนไคเนส (Thyrosine kinase) จึงหยุดการแข็งตัวของเลือดส่วนเกิน ซึ่งเป็นสาเหตุของหัวใจวาย และการเติบโตของเซลล์มะเร็ง
3. เจนิสติน ขัดขวางการทำงานของเอนไซม์ DNA topoisomerase II ซึ่งลดการสร้าง DNA ทำให้เซลล์หยุดแบ่งตัว ทำให้เซลล์มะเร็งหยุดเจริญเติบโต
4. เจนิสตินยับยั้งกระบวนการสร้างเส้นเลือดใหม่ (angiogenesis) อันสำคัญต่อการเจริญของเนื้องอก จึงป้องกันการก่อตัวของมะเร็งชนิดอยู่กับที่ เช่น มะเร็งเต้านม ต่อมลูกหมาก และมะเร็งปอด โดยสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา พิจารณาให้เจนิสตินเป็นยารักษาโรคมะเร็ง
5. เจนิสตินยังมีบทบาทควบคุมมะเร็งที่ไวต่อฮอร์โมน เช่น มะเร็งเต้านม และมะเร็งต่อมลูกหมาก