ประโยชน์ของ กระดูกไก่ขาว

ประโยชน์ของ กระดูกไก่ขาว

กระดูกไก่ขาว

กระดูกไก่ขาว

รายละเอียด

ชื่ออื่น ๆ : กระดูกขาว กระดูกไก่ขาว (ภาคกลาง) ปีกไก่ขาว(อีสาน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Justicia gendarussa Linn.
วงศ์ : ACAANTHACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้ที่มีลำต้นเป็นพุ่ม ขนาดย่อม ลำต้นสูงประมาณ 3-4 ฟุต โตประมาณเท่านิ้วหัวแม่มือ ลำต้นและใบมีสีเขียว
ใบ : ใบดกออกเป็นพุ่มลักษณะของใบ ปลายใบแหลมเรียว โคนใบสอบเล็ก ส่วนกลางใบกว้าง ริมขอบใบเรียบไม่มีหยัก
ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ดอกมีขนาดเล็กสีขาว

ส่วนที่ใช้

ใบสด

สรรพคุณ

ใช้ใบสดนำมาตำให้ละเอียด ผสมเหล้าและเอาบีบเอาน้ำดื่ม อาจใช้กากพอกแผล แก้พิษงูหรือแมลงกัดต่อย

ประโยชน์ของ กระดูกไก่

ประโยชน์ของ กระดูกไก่

กระดูกไก่

กระดูกไก่

รายละเอียด

ชื่ออื่น ๆ : กระดูกไก่ (ภาคกลาง) หอมไก่ (ภาคเหนือ)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Chloranthus erectus (Bucg.-Ham) Verdc.
วงศ์ : CHLORANTHACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มที่มีความสูงประมาณ 0.5-2.5 เมตร ลำต้นมีข้อบวมพอง
ใบ : ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ใบมีลักษณะเป็นรูปรี หรือรูปหอก ปลายและโคนเป็นใบเรียวแหลม ขนาดของใบกว้างประมาณ 1.5-4 นิ้ว ยาวประมาณ 3-8 นิ้ว ริมขอบใบหยัก ผิวใบบาง ก้านใบยาวประมาณ 0.2-1.5 ซม.
ดอก : ดอกออกเป็นช่อ ติดก้านช่อดอก ดอกไม่มีกลีบดอกหรือกลีบรองดอก แต่จะไม่มีใบประดับและเกสรตัวผู้เป็นสีขาว ซึ่งจะออกเรียงกันอยู่ข้างใน และมีอับเรณู 4 พู รังไข่ 1 ช่อง เชื่อมติดกันอยู่โคนใบประดับ
ผล : ผลมีลักษณะยาวประมาณ 6-7 มม. ผลสดจะมีสีขาว ภายในเมล็ดมี 1 เมล็ด เป็นเมล็ดที่แข็ง ค่อนข้างกลม

ส่วนที่ใช้

ลำต้น ราก และใบ

สรรพคุณ

ลำต้น : ใช้เป็นยากระตุ้น ยาระงับการเกร็งของกล้ามเนื้อใช้นำมาต้มกับเปลือกของพวกอบเชย (cinnamomum) รับประทาน
รากและใบ : ใช้แก้ไข้ กามโรค ยาขับเหงื่อ นำมาชงเป็นชาดื่ม

ประโยชน์ของ กระดังงาไทย

ประโยชน์ของ กระดังงาไทย

กระดังงาไทย

กระดังงาไทย

รายละเอียด

ชื่ออื่น ๆ : กระดังงาใบใหญ่ กระดังงาใหญ่ กระดังงาไทย กระดังงา กะดังงา (ภาคกลาง) สะบันงาต้น สะบานงา สะบานงา (ภาคเหนือ) กระดังงา กระดังงอ (ภาคใต้)
ชื่อสามัญ : Perfume Tree, llang-llang,Ylang-Ylang
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cananga odorata (Lam.) Hook.f. & Thomson
วงศ์ : ANONACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้ยืนต้น ขนาดกลางมีความสูงประมาณ 15-20 เมตร เปลือกลำต้นของมันจะเป็นสีเทาเกลี้อง
ใบ : มีสีเขียวอ่อน ใบบางนิ่ม รูปลักษณะของมันยาว ส่วนปลายแหลม มีติ่ง โคนของใบมน กลม และใบจะออกเรียงสลับห้อยลง
ดอก : สีของดอกที่ออกมาใหม่สีเขียว พอแก่จัดก็จะเป็นสีเหลืองอมเขียว หรือสีเหลืองอ่อน ลักษณะของดอกใหญ่ออกทีละ 3-6 ดอก กลีบดอกของมันยาวห้อยลง มีประมาณ 6 กลีบ กลีบชั้นนอก ปลายเรียวยาว ขอบของมันเป็นหยักเป็นคลื่น รูปกลีบแคบ กลีบยาวประมาณ 4-5 นิ้ว กลีบชั้นในจะสั้นและเล็กกว่าเล็กน้อย กลิ่นของดอกมีกลิ่นหอมฉุน
ผล : เป็นสีเขียวเข้ม เมื่อผลสุกจะเป็นสีเหลืองคล้ำ ผิวของมันเรียบและผลออกเป็นพวง ประมาณ 4-14 ผล เป็นรูปรี

ส่วนที่ใช้

ดอกที่แก่จัด (สีเหลืองอ่อน)

สรรพคุณ

ในดอกของมันที่แก่จัดนั้นจะมีน้ำมันที่มีคุณภาพดี หรือที่เรียกว่าน้ำมันหอมระเหย เป็น ester เช่น benzoic acid.methyl และ formic. Valerianic.aceric และ penene. Terpene. Linalool. Berzyl alcohol. และ geraniol. Safrol. Cadinene และ ses qui-terpene ประเภทอื่น ๆ ฉะนั้นน้ำมันกระดังงา (oil of Ylong-Ylong) ใช้ปรุงน้ำอบ น้ำหอม เครื่องสำอาง ใช้ทำน้ำเชื่อมหรือปรุงขนมหวาน ต่าง ๆ เช่น ทับทิมกรอบ ข้าวต้มน้ำวุ้น สลิ่ม เป็นต้น และยังใช้ผสมยาน้ำหอมหรือยาอื่น ๆ เช่น แก้ลม บำรุงธาตุ บำรุงเลือด อ่อนเพลีย

ประโยชน์ของ กระชาย

ประโยชน์ของ กระชาย

กระชาย

กระชาย

รายละเอียด

ชื่ออื่น ๆ : กระชายดำ กะแอน ขิงทราย (มหาสารคาม) จี๊ปู ซีฟู เปาซอเร๊าะ เป๊าสี่ระแอน (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ละแอน (ภาคเหนือ) ว่านพระอาทิตย์ (กรุงเทพฯ)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.
วงศ์ : ZINGLBERACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ลำต้นมีความสูงประมาณ 9 ซม. ส่วนกลางของลำต้นเป็นแกนแข็ง มีกาบหรือโคนใบหุ้ม
ใบ : มีกลิ่นหอม ก้านใบแทงขึ้นจากหัวในดิน ออกเป็นรัศมีติดผิว ขนาดใบจะกว้าง 7-9 ซม. ยาว 30-35 ซม.
ดอก : มีสีม่วงดอกออกเป็นช่อ กลีบรองกลีบดอกเชื่อมต่อกัน มีรูปลักษณะเป็นท่อ มีขน โคนเชื่อมติดกันเป็นช่อยาว เกสรตัวผู้จะเหมือนกับกลีบดอก อับเรณูอยู่ใกล้ปลาย ท่อเกสรตัวเมียขนาดยาว เล็ก ยอดของมันเป็นรูปปากแตร เกลี้ยงไม่มีขน

ส่วนที่ใช้

รากเหง้า หรือหัวที่อยู่ในดิน ใบ

สรรพคุณ

เหง้าใต้ดิน : มีรสเผ็ดร้อนขม แก้ปวดท้อง มวนในท้อง ท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงกำลัง บำรุงกำหนัด แก้กามตายด้าน เป็นยารักษาริดสีดวงทวาร
เหง้าและราก : แก้บิดมูกเลือด เป็นยาขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะพิการ ใช้เป็นยาภายนอกรักษาขี้กลาก
ใบ : บำรุงธาตุ แก้โรคในปาก คอ แก้โลหิตเป็นพิษ ถอนพิษต่าง ๆ

ประโยชน์ของ กระชับ

ประโยชน์ของ กระชับ

กระชับ

กระชับ

รายละเอียด

ชื่ออื่น ๆ : มะขะขัดน้ำ (ภาคเหนือ), หญ้าผมยุ่ง(เชียงใหม่) ขี้อัน,เกี๋ยงน้ำ(ภาคเหนือ-ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), ขี้อันน้ำ(นครพนม), ขี้อันดอน(ขอนแก่น,เลย) ขี้ครอก(ราชบุรี)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Xanthium strumarium Linn.
วงศ์ : COMPOSITAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้ล้มลุก ที่มีลำต้นสูงประมาณ 1 เมตร ลักษณะลำต้นตั้งตรง กิ่งก้านของมันมีขนขึ้นประปราย
ใบ : ใบมีลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยม ใบจักเว้าเป็น 3-5 แฉก ริมขอบใบหยิกเป็นซี่ฟันปลา เนื้อใบบาง พื้นผิวหลังและใต้ท้องใบหยากสาก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1.5-5 นิ้ว ก้านใบยาวประมาณ 1-4 นิ้ว
ดอก : ลักษณะดอกมีทั้งดอกเพศผู้และเพศเมียอยู่ในต้นเดียวกันดอกเพศผู้มีลักษณะค่อนข้างกลม ขนาดเล็ก ส่วนปลายท่อกลีบจะเป็นหยัก 5 หยัก และตรงกลางดอกก็จะมีเกสรตัวผู้โผล่พ้นท่อดอกออกมา ดอกจะออกบริเวณปลายยอด สำหรับดอกเพศเมียจะออกบริเวณง่ามใบ มีดอก 2 ดอก เป็นดอกไม่มีกลีบ มีริ้วประดับเป็นรูปรี ตรงท่อเกสรตัวเมียจะแยกออกแฉกยาว
ผล : ผลมีลักษณะเป็นรูปไข่หรือรูปรี มีความกว้างประมาณ 6-12 มม. ยาวประมาณ 10-18 มม. ปลายผลมีจะลอยแหลม 2 อัน พื้นผิวมีหนามยาวประมาณ 1.5-2 มม. ผลไม่มีก้าน

ส่วนที่ใช้

ลำต้น ใบ ราก ผล เมล็ด

สรรพคุณ

ลำต้น : เป็นยาแก้โรคมาลาเรีย ขับเหงื่อ ขับน้ำลาย ระงับประสาท แก้โรคไขข้ออักเสบ โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ แก้ปวดประจำเดือน มุตกิด โรคกระเพาะอักเสบ แก้ปวดกล้ามเนื้อ
ใบ : แก้โรคที่เกี่ยวกับต่อมน้ำเหลือง งูสวัด เริม ใบและลำต้น ตำให้ละเอียดพอกแผลบวมปวด แมลงกัดต่อย รักษาโรคหิด นำมาต้มเอาน้ำมาล้างแผล ปวดศีรษะ ปวดหู แก้หวัด
ราก : ยาแก้วัณโรคต่อมน้ำเหลือง มะเร็ง เป็นยาขมเจริญอาหาร รากและใบ เป็นยาสมานแผล ห้ามเลือด
ผล : เป็นยาแก้ไข้ทรพิษ ยาเย็น ยาบำรุง แก้ริดสีดวงจมูก ระงับการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ อัมพาต ลมพิษ โรคท้องมาน
เมล็ดและใบ แก้โรคเรื้อน

ประโยชน์ของ กระจับนก

ประโยชน์ของ กระจับนก

กระจับนก

กระจับนก

รายละเอียด

ชื่ออื่น ๆ : มะดะ (เชียงราย) กระจับนก (เชียงใหม่)
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Euonymus cochinchinensis Pierre
วงศ์ : CELASTRACEAE

ลักษณะทั่วไป

ไม้ต้น สูง 6-10 ม.
ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้ามเป็นคู่ กว้าง 2.5-7 ซม. ยาว 1.6-4.5 ซม. รูปรีแกมขอบขนาน โคนใบสอบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยง เส้นใบไม่ชัดเจน ก้านใบยาว 3-8 มม.
ดอกสีเหลืองถึงชมพูแดง ออกเป็นช่อตามซอกใบ แกนช่อยาว 3-10.5 ซม. ดอกกว้าง 1-2 ซม. ก้านดอกยาว 3-5 ซม. กลีบดอก 5 กลีบ ขอบจักเป็นฝอย ส่วนฐานแผ่เป็นจานกลมนูน ขนาด 3 มม. ก้านเกสรผู้ยาว 2 มม. จำนวน 5 อัน
ผลรูปทรงป้อม ปลายเว้าเป็น 5 พู แต่ละพูขนาด 1 ซม. ตอนบนเว้าเป็นแอ่ง เมล็ดรูปรี ปลายมนทั้งสองด้าน ยาว 5-6 มม.

ส่วนที่ใช้

เปลือก

สรรพคุณ

เปลือก : นำเอามาดองหรือแช่ในสุรา ใช้ดื่มกินก่อนอาหารจะทำให้อยากอาหาร รับประทานอาหารได้มาก

ประโยชน์ของ กรรณิการ์

ประโยชน์ของ กรรณิการ์

กรรณิการ์

กรรณิการ์

รายละเอียด

ชื่ออื่น ๆ : กันลิกา
ชื่อสามัญ : Night Jasmine
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Nyctanthes arbortristis Linn.
วงศ์ : VERBENACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : สูงประมาณ 3 – 4 เมตร ตามลำต้นจะมีรอยเป็นเส้นคาดรอยต้นเป็นช่วงๆ ไปตามข้อต้น เปลือกของลำต้นนั้นมีสีขาว ลักษณะของลำต้นและกิ่งก้านโดยเฉพาะส่วนที่เป็นแขนงและกิ่งอ่อนจะเป็นสี่เหลี่ยม บริเวณแนวสันเหลี่ยมของกิ่งหรือลำต้นมีตุ่มเล็ก ๆ ประเป็นแนวอยู่ด้วย
ใบ : เป็นไม้ใบเดี่ยวแต่ออกเป็นคู่ๆ สลับกันไปตามข้อของต้น มีรูปมนรี ปลายใบแหลม มีสีเขียวและมีขนอ่อนๆ เป็นละอองปกคลุมอยู่ทั่วใบ มีลักษณะสากคายมือ
ดอก : ดอกสีขาว ออกเป็นช่อดอกเล็ก ๆ กระจายที่ปลายกิ่ง ประมาณช่อละ 5 – 8 ดอก แต่ละดอกมี 6 กลีบ กลีบดอกจะบิดเวียนไปทางขวาคล้ายกังหัน วงในดอกเป็นสีแสด หลอดดอกเป็นสีแสด เกสรเป็นเส้นเล็กละเอียดซ้อนอยู่ในหลอดดอก ขนาดของดอกบานเต็มที่ประมาณ 1.50 – 2 เซนติเมตร หลอดดอกยาว 1.50 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 5 – 8 แฉก ก้านช่อดอกมีใบประดับเล็กๆ 1 คู่ ดอกของกรรณิการ์มีกลิ่นหอมแรง บานกลางคืน ออกดอกตลอดปี
ผล : เป็นแผ่นแบนๆ ภายในมีเมล็ด 2 เมล็ด

ส่วนที่ใช้

ใบ, เปลือก, ดอก

สรรพคุณ

ใบ : ใช้แก้โรคปวดตามข้อ แก้ไข้ เป็นยาระบาย ยาขับน้ำดี ยาขมเจริญอาหาร ยาแก้ตานขโมย วิธีใช้ใบ ตำให้ละเอียดแล้วคั้นเอาน้ำ หรือใช้ผสมกับน้ำตาลดื่ม
เปลือก : ใช้เปลือกชั้นใน แก้ปวดศีรษะ วิธีใช้ ด้วยการต้มเปลือกน้ำดื่มหรือนำไปผสมกับปูนขาวก็จะให้เป็นสีแดง
ดอก : แก้ไข้ แก้ลมวิงเวียน
ราก : เป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงธาตุ บำรุงผิวหนังให้สดชื่น แก้ลมและดี แก้ผมหงอก แก้อุจจาระเป็นพรรดึก แก้ไอใช้ต้มหรือฝนรับประทาน

ประโยชน์ของ กรดน้ำ

ประโยชน์ของ กรดน้ำ

กรดน้ำ

กรดน้ำ

รายละเอียด

ชื่ออื่น ๆ : หนวดแมว ขัดมอนเล็ก(ภาคกลาง) , กัญชาป่า กระต่ายจามใหญ่ มะไฟเดือนห้า (กรุงเทพฯ), หญ้าหัวแมงฮุน หญ้าจาดตู้ด (ภาคเหนือ), ช้างไลดุ(กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน), หญ้าพ่ำสามวัน(ฉาน-แม่ฮ่องสอน), เทียนนา(จันทบุรี) ตานซาน(ปัตตานี), หูปลาช่อนตัวผู้(ตราด), ขัดมอนเทศ(ตรัง), แหย่กานฉ่าน(จีนกลาง), เอี่ยกำเช่า(แต้จิ๋ว)
ชื่อสามัญ : Sweet Broomweed, Macao tea
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Scoparia dulcis L.
วงศ์ : SCROPHULARIACEAE

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่ม ลำต้นไร้ขน มีความสูงประมาณ 25-80 ซม.
ใบ : เป็นสีเขียวแก่ ใบเล็ก ขอบของใบจะหยักแบบฟันปลายาวประมาณ 1-2 นิ้ว ใบออกตรงข้ามกันเป็นเกลียวรอบกิ่ง
กิ่ง : กิ่งเล็กเรียว กิ่งแผ่สาขามาก
ดอก : ดอกสีขาว เล็ก กลีบเลี้ยงมีจำนวน 4 กลีบ เกสรตัวเมียมี 1 อัน ต้นหนึ่งจะมีดอกมาก
ผล : ผลกลม เมื่อแห้งจะแตกออก

ส่วนที่ใช้

ส่วนที่ใช้ใบ, ลำต้น, ราก

สรรพคุณ

ใบ : ใช้ขับระดูขาว แก้ไอ ลดไข้ บำรุงธาตุ แก้ปวดฟัน หลอดลมอักเสบ
ลำต้น : ลดอาการเป็นหัด คอเจ็บ จุกเสียด อาเจียน แก้ไอ ลดไข้ ท้องเดิน ท้องเสีย ปวดท้อง ลำไส้อักเสบ แก้ผื่นคัน แก้ขัดเบา แก้ขาบวมจากการเป็นเหน็บชา ลดอาการบวมน้ำจากปัสสาวะ
ราก : ขับปัสสาวะ ลดไข้ แก้ปวดศีรษะ เป็นต้น

ประโยชน์ของ กกลังกา

ประโยชน์ของ กกลังกา

กกลังกา

กกลังกา

รายละเอียด

ชื่ออื่นๆ : กกต้นกลม, กกขนาก, หญ้าลังดา, กกดอกแดง
ชื่อสามัญ : Umbella plant, Flatsedge
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cyperus alternifolius L.
วงศ์ : Cyperaceae

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้ที่มีลำต้นออกเป็นกอมีหัวอยู่ใต้ดิน คล้ายจำพวกขิงหรือเร่ว ลำต้นมีความสูงประมาณ 100-150 ซม. ลักษณะของลำต้นตั้งตรงไม่มีกิ่งก้าน ลำต้นกลมมีสีเขียว
ใบ : ใบจะออกแผ่ซ้อน ๆ กัน อยู่ปลายยอดของลำต้น ลักษณะของใบเป็นรูปยาว ปลายใบแหลม กว้างประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 18-19 ซม. ใบมีสีเขียว ริมขอบ ใบเรียบใต้ท้องใบสาก ลำต้นหนึ่งจะมีใบประมาณ 18-25 ใบ
ดอก : ดอกออกเป็นกระจุก อยู่รวมกันเป็นใบ ดอกมีขนาดเล็ก เป็นสีขาวแกมเขียว ก้านดอกเป็นเส้นเล็ก ๆ สีเขียว ยาวประมาณ 6-7 ซม. ดอกแก่เมื่อแก่จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อน

ส่วนที่ใช้

ลำต้น, ใบ, ดอก, ราก, หัว

สรรพคุณ

ลำต้น : ทำลายดีอันผูกไว้ซึ่งพิษ ขับน้ำดีให้ตกลำไส้
ใบ : ฆ่าแม่พยาธิ ซึ่งเป็นตัวนำเชื้อโรคทั้งหมด
ดอก : แก้โรคในปาก เช่นปากเปื่อย หรือปากซีด
ราก : เป็นยาแก้ช้ำภายใน ขับเลือดเสียออกจากร่ากาย
หัว : เป็นยาแก้เสมหะเฟื่อง แก้ธาตุพิการ บำรุงธาตุ และ ทำให้อยากอาหาร



ประโยชน์ของ กระเจี๊ยบแดง

ประโยชน์ของ กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง

กระเจี๊ยบแดง

รายละเอียด

ชื่ออื่น ๆ : กระเจี๊ยบเปรี้ยว(ภาคกลาง), ส้มเก็งเค็ง(ภาคเหนือ), ส้มปู(เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน), ส้มตะเลงเครง(ตาก) , ผักเก็งเค็ง,ส้มพอเหมาะ
ชื่อสามัญ : Jamaican Sorrel, Rosella
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Hibiscus sabdariffa Linn.
วงศ์ : Malvaceae

ลักษณะทั่วไป

ต้น : เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็ก เป็นพืชปีเดียว ลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร ส่วนลำต้นและกิ่งก้านนั้นจะมีสีม่วงแดง
ใบ : มีลักษณะอยู่หลายชนิด ขอบใบเว้าลึก 3 หยัก หรือเรียบตัวใบเป็นรูปเรียวแหลม สำหรับก้านของใบนั้นจะยาวประมาณ 5ซม.
ดอก : ดอกมีสีชมพูตรงกลางจะมีสีเข้มกว่าส่วนนอก ดอกจะออกบริเวณง่ามใบก้านดอกจะสั่น กลีบรองดอกจะมีลักษณะเป็นปลายแหลมมีประมาณ 8-12 กลีบ กลีบเลี้ยงจะแผ่ขยายติดกันออกหุ้มเมล็ดไว้มีสีแดงเข้มหักง่าย มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 6 ซม.
ผล : เป็นรูปรีปลายแหลม ผลยาวประมาณ 2.5 ซม. ห่อหุ้มด้วยกลีบเลี้ยง
เมล็ด : ส่วนในของเมล็ดรูปไต เป็นสีน้ำตาลจำนวนมาก

ส่วนที่ใช้

ยอด ใบ กลีบเลี้ยง เมล็ด (ยอดและใบใช้สด กลีบเลี้ยงใช้ตากแห้ง และใบสด เมล็ด ใช้เมล็ดที่ตากแห้ง)

สรรพคุณ

ยอดและใบ : ช่วยย่อยอาหาร ละลายเสมหะ ขับปัสสาวะ หล่อลื่นลำไส้ เป็นยาบำรุงธาตุและยาระบาย ใช้ภายนอกคือ ตำพอกฝี ต้มชะล้างแผล วิธีใช้โดยแกงหรือต้มกิน ใช้ภายนอก โดยเอาใบตำให้ละเอียดแล้วนำมาประคบฝีต้มเอาน้ำมาล้างแผล
กลีบเลี้ยง : ทำให้สดชื่น ขับปัสสาวะ ขับน้ำดี ลดไข้ แก้ไอ แก้นิ่ว แก้กระหายน้ำ วิธีใช้ โดยใช้ชงน้ำร้อนหรือต้มน้ำกิน ใช้ที่ตากแห้งแล้วประมาณ 5-10 กรัม
เมล็ด : ลดไขมันในเลือด บำรุงเลือด บำรุงธาตุ ขับน้ำดี ขับปัสสาวะ แก้ปัสสาวะขัดและเจ็บ เป็นยาระบาย วิธีใช้บดให้ละเอียดเป็นผงผสมกินหรือต้มน้ำกิน ใช้เมล็ดที่แห้ง