หัวเราะเพื่อสุขภาพ

หัวเราะเพื่อสุขภาพ

หัวเราะเพื่อสุขภาพ การหัวเราะคือยาบรรเทาความทุกข์ ความเศร้า และความวิตกกังวลที่ยอดเยี่ยม ทำให้ร่างกายได้รับการกระตุ้นและผ่อนคลายอย่างสมดุล ทำให้อวัยวะทุกส่วนในร่างกายพร้อมที่จะทำงานเต็มที่ แถมเสียงหัวเราะยังเป็นเรื่องสนุกไม่ใช่น้อย และเป็นที่รู้กันว่า การหัวเราะยังช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงด้วย แล้ววันนี้คุณหัวเราะเต็มที่สักครั้งหรือยัง

มื้อเช้ากินอะไรดี

มื้อเช้ากินอะไรดี

สำหรับใครหลาย ๆ คนที่มีคำถามในหัวว่า มื้อเช้ากินอะไรดี มื้อเข้าที่อร่อยและรวดเร็วทำได้ไม่ยาก เริ่มจากนำนมสกัดเนยหรือนมถั่วเหลือมาปั่นรวมกับผงเลซิทิน(บำรุงสมอง) และเปลือกข้าวไซเลียม(เพิ่มเส้นใยอาหาร) อย่างละ 1 ช้อนชา เสริมรสชาติด้วยมะม่วงหรือกล้วยอีกสักลูก กับน้ำผึ้งอีก 1 ช้อนชา เท่านี้ก็อร่อยได้แบบง่าย ๆ ยามเช้าแล้วละ

การตรวจหูเพื่อหามะเร็ง

อาการมะเร็งที่พบได้บ่อยในหูนั้น คือ หูอื้อ มีน้ำเหลืองและเลือดไหลออกมาจากรูหู และโดยมากจะเป็นมะเร็งของหูชั้นนอก หรือมะเร็งโพรงจมูก สามารถตรวจพบโดยการตรวจดูในรูหูจะพบก้อนเนื้อ แผลเป็นเรื้อรัง หรือมีเลือดและน้ำเหลืองไหลในรูหู

สำหรับอาการผิดปกติของหูอันเกิดจากก้อนมะเร็งในโพรงหลังจมูกนั้นจะตรวจพบได้ยาก โดยแพทย์ต้องใช้กล้องส่องลงไปในลำคอ หากเป็นโรคนี้จริง จะพบว่า มีก้อนเนื้อกดเบียดรูเปิดของท่อที่ต่อระหว่างหูชั้นกลางกับโพรงหลังจมูก การเสียสมดุลของความดันในหูชั้นกลางทำให้เกิดอาการหูอื้อ หากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดอาการหูน้ำหนวก ทำให้การได้ยินลดลงหรือเสียไป และถ้าเยื่อแก้วหูทะลุ จะมีน้ำเหลืองไหลออกจากรูหูได้ สำหรับผู้ที่มีหูอื้อนานเกิน 2 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุของความผิดปกติโดยเร็ว

ที่มา ไกรภพ สาระกูล. พลังธรรมชาติบริสุทธิ์ ยุติมะเร็ง. (หน้า 20-21) : พิมพ์ที่ บริษัท ฐานบัณฑิต จำกัด

อาหารผู้ป่วยมะเร็ง

เรารู้มาแล้วว่ามะเร็งนั้น เกิดจากปัจจัยภายนอกมากกว่าปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกที่มีผลต่อมะเร็งมากที่สุดก็คือ อาหาร เพราะอาหารมีหลากหลายชนิด ในบทความนี้เราจะมาโฟกัสกันถึงอาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งกัน เรามาดูกันว่าอาหารสำหรับผู้ป่วยมะเร็งนั้นควรเป็นอาหารชนิดใด

อาหารที่ควรทานสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

อาหารพวกนี้เป็นอาหารที่ผู้ป่วยมะเร็งควรจะทานเพราะให้ประโยชน์ต่อร่างกายในการต่อต้านมะเร็ง

อาหารจำพวกโปรตีน ได้แก่ อาหารประเภทเนื้อปลา, อาหารทะเล, เนื้อไก่, เนื้อหมู, ไข่, นม, เต้าหู้, อาหารประเภทถั่วต่างๆ, เห็ด เป็นต้น อาหารเหล่านี้จะช่วยสร้างเนื้อเยื่อและซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่าง ๆ

อาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ได้แก่ อาหารประเภทแป้งต่าง ๆ, ข้าว, ขนมปังต่างๆ, ของหวาน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยมีกำลังวังชา ไม่อ่อนเพลียมาก และช่วยรักษาระดับน้ำหนักไม่ให้ลดลงมาก

อาหารจำพวกวิตามิน ซึ่งจะมีอยู่ในผักและผลไม้ต่างๆ โดยเฉพาะวิตามินที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็ง
สารเบต้าแคโรทีน พบได้มากในผักพื้นบ้านต่าง ๆ ผลไม้ที่มีสีเหลือง สีส้ม
วิตามินซี พบมากในผลไม้ที่มีรสเปรี้ยวต่าง ๆ
วิตามินอี พบมากในอาหารประเภทถั่วต่างๆ และธัญพืช

อาหารที่ไม่ควรทานสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง

อาหารพวกนี้เป็นอาหารที่ผู้ป่วยไม่ควรจะทานเพราะอาหารจำพวกนี้เป็นอาหารที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง หรือทำให้ผู้ป่วยมะเร็งอาการแย่ลง

– เนื้อสัตว์
– ของเค็ม
– ของหวาน
– ของมัน
– อาหารหมักดอง
– อาหารรมควัน

การดูแลผู้ป่วยมะเร็งตับ

การดูแลผู้ป่วยมะเร็งตับ

สวัสดีค่ะสำหรับวันนี้ มาอัพเดตเรื่องราวของโรคร้ายแรงที่ขึ้นชื่อว่าสุดฮิตกันเลยทีเดียวกับโรคมะเร็ง เรียกได้ว่าประเทศไทยเรานั้นมีผู้ที่เป็นโรคมะเร็งค่อนข้างมากสูงถึง 70 % ของช่วงวัยอายุแก่เฒ่าหรือย่างเข้าสู่ วัยชราเลยทีเดียวซ้ำแล้วยังเกิดมากกับผู้ที่ชอบสูบบุหรี่จัดๆหรือชอบอยู่ร่วมกับภาวะมลพิษอีกด้วย เอาเป็นว่าสำหรับเรื่องราวในวันนี้ เราจะมาแนะนำเรื่องของการดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งกันค่ะไม่ว่าคุณนั้นจะมีพ่อ มีปู่ย่าหรือตา ที่เป็นโรคมะเร็งก็แล้วแต่ หลายๆคนนั้นคงจะอยากรู้ว่าการจะดูแลผู้ป่วยนั้นเราจะต้องดูแลกันยังไง วันนี้เราเลยจัดเต็มมากับเรื่องของการดูแล

ผู้ป่วยกันค่ะว่าเรามีเทคนิคการดูแลกันยังไง สำหรับการดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็ง นั้นมีวิธีการดูแลดังนี้ค่ะ

1. พยายามให้ท่านกินยาที่หมอสั่ง ห้ามลืมเด็ดขาดค่ะ ข้อนี้สำคัญ บางคนชะล้าใจว่า ช่างมันเถอะ หรือ ขี้เกียจกินไม่อยากกิน ก็อาจจะทำให้โรคนี้ไม่หายไปได้

2. นอนพักผ่อนให้เพียงพอค่ะ

3. กินน้ำเปล่าเยอะ ถึงน้ำเปล่าจะดูเป็นน้ำธรรมดาแต่มันมีคุณค่าทาง โภชนาการและร่างกายต้องการน้ำเปล่าเพื่อเสริมสร้างเซลล์ต่างๆในร่างกายด้วย ร่างกายคนเราประกอบไปด้วยน้ำมากถึง 80%เพราะฉะนั้นควรดื่มวันละ อย่างน้อย 7 แก้วอย่างต่ำหรือ 3 ขวดคะ

4. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ข้อนี้เหมาะแก่ผู้ป่วยที่ ค่อนข้างผอมแห้ง เพราะฉะนั้นกินเยอะๆ

5. พยายามเลี่ยงอาหารรสชาติที่จัดมากเกินไปเพราะอาจจะทำให้ มีโรคร้ายแรงซ้อนเพิ่มขึ้นได้

6. พยายามหมั่นออกกำลังกาย เดินบ่อยๆให้เหงื่อไหลบ่อยๆคะ

7. อย่าดูดบุหรี่หรืออยู่ในที่ที่มีมลพิษมากมายนัก

8. พยายามเลี่ยงสุรายาเสพติด ของมึนเมา และก็ ปฏิบัติตามหมอสั่งซะ

9.พยายามอย่าเลี่ยงการไปนัดพบแพทย์ค่ะเมื่อแพทย์ต้องการดูอาการทุก สองหรือสามอาทิตย์ก็ตามเพราะจะได้วินิจฉัยได้ว่าดีขึ้นหรือแย่ลง

10. พยายามยิ้มเข้าไว้ทำจิตใจให้ดี ร่างกายจะได้ฟื้นตัวเร็ว ร่างกายนั้นหากไม่ท้อแท้หรือหมดกำลังใจ รับรองว่า สามารถหายแบบอัศจรรย์เลยละคะ

การดูแลตนเองเมื่อรักษาโรคมะเร็งโดยเคมีบำบัด

การดูแลตนเองหรือการปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเมื่อทำการรักษาโรคมะเร็งโดยการใช้เคมีบำบัดนั้นก็มีส่วนสำคัญในการรักษาเหมือนกัน ดังนั้นก่อนเข้ารับการรักษาควรศึกษาวิธีปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษา

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับเคมีบำบัด

– รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
– พักผ่อนให้เพียงพอและเพิ่มการนอนพักในช่วงกลางวันอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงต่อวัน
– หากมีโรคประจำตัว เช่น หัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคที่ต้องรับประทานยาเป็นประจำ ต้องแจ้งให้แพทย์ผู้รักษาทราบ
– ควรทำอารมณ์และจิตใจให้พร้อมรับการรักษา โดยลดความกลัวและความวิตกกังวลลง
– หากมีฟันผุหรือเหงือกอักเสบ ควรพบทันตแพทย์เพื่อทำการรักษาก่อนเริ่มรับยาเคมีบำบัด แต่ถ้าต้องการรักษาฟันผุหรือเหงือกอักเสบระหว่างนับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด จะต้องตรวจเลือดก่อนทำฟันเพื่อดูจำนวนเกร็ดเลือด
– รับประทานอาหารก่อนเริ่มรับยาเคมีบำบัดประมาณ 2–3 ชม.ควรปัสสาวะให้เรียบร้อยก่อนเริ่มรับยา

การดูแลตนเองขณะรับเคมีบำบัด

– สังเกตผิวหนังบริเวณที่ฉีดยา ถ้ารู้สึกปวด บวม แดง หรือสงสัยมียารั่วซึมออกนอกหลอดเลือด ต้องแจ้งพยาบาลทันที
– ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยขับสารเคมีที่อาจตกค้างในร่างกายออกทางปัสสาวะ
– ถ้ามีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ให้แจ้งพยาบาลทันที

การปฏิบัติตัวเมื่อกลับบ้านจากการเข้ารับเคมีบำบัด

– ทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ หลีกเลี่ยงการทำงานหนักและควรพักผ่อนให้เพียงพอ
– ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ
– รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ผักและผลไม้ ควรรับประทานอาหารที่รสไม่จัด ย่อยง่าย และดื่มน้ำมาก ๆ ไม่น้อยกว่าวันละ 2–3 ลิตร
– หลีกเลี่ยงการไปในสถานที่แออัด เช่น โรงภาพยนตร์ และหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้ผู้ป่วยโรคติดเชื้อต่าง ๆ เช่น ไข้หวัด วัณโรคปอด ผู้ป่วยที่มีไข้
– การมีเพศสัมพันธ์จะต้องไม่รุนแรง และคู่สมรสจะต้องไม่มีการติดเชื้อของอวัยวะสืบพันธุ์ ยกเว้นในรายที่มีเลือดออกทางช่องคลอด หรือตามคำแนะนำของแพทย์
– ภายหลังได้รับยาเคมีบำบัดประมาณ 2 สัปดาห์ ควรรับการตรวจเลือดเพื่อดูการทำงานของไขกระดูก และนำผลเลือดมาให้แพทย์ดูรวมทั้งปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ รับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ

ที่สำคัญจะต้องกลับมารับยาเคมีบำบัดตามแพทย์นัด ในกรณีที่มีอาการผิดปกติไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด

ตากแดดตอนกลางวันนาน ๆ แล้วเป็นมะเร็งผิวหนัง

มะเร็งผิวหนัง?

มะเร็งผิวหนังเป็นมะเร็งที่พบได้น้อยประมาณร้อยละ 5 ของมะเร็งทั้งหมด และมะเร็งผิวหนังยังมีความพิเศษที่แตกต่างจากมะเร็งทั้งหมด คือ สามารถรู้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ การรักษาจึงทำได้ตั้งแต่ต้น ทำให้ผลการรักษาดี ผู้ป่วยมีโอกาศหายขาดจากมะเร็งผิดหนังสูงกว่ามะเร็งแบบอื่น ๆ

มะเร็งผิวหนังมักเป็นในคนผิดขาว เพราะคนผิดขาวไม่มีเซลล์เม็ดสี หรือที่เราเรียกกันว่า เมลาโนไซท์ (melanocyte) หรือมีน้อยมากนั่นเอง แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะนิยมผิวขาวเพราะสวยกว่าผิวดำ แต่ที่จริงนั้นคนผิวขาวนั้นอ่อนแอกว่าคนผิวดำ เนื่องจากไม่มีเซลล์เม็ดสีคอยช่วยป้องกันอันตรายจากแสงแดด และรังสีต่าง ๆ ให้

เมื่อถูกแสงแดด เซลล์เม็ดสีจะสร้างสีดำขึ้นมาปกป้องชันที่อยู่ใต้มันเอาไว้ เหมือนกับเรากำลังกางร่มเวลามีแดดร้อน ด้วยเหตุนี้เวลาคนผิวคล้ำโดนแดดจะไม่ค่อยเกิดอันตรายเท่าไหร่ ต่างจากคนผิดขาวซึ่งเมื่อถูกแสงแดดแล้วไม่มีเม็ดสีมาปกป้อง

พวกเราเคยได้รับรู้มาว่าให้ไปตากแดดบ้างเพื่อที่ผิวจะได้สร้างวิตามินดี และจะทำให้กระดูกแข็งแรง จนเกิดทำให้หลายคนเข้าใจผิดแล้วไปตากแดดทั้งวันจนตัวดำ ด้วยหวังว่าจะได้วิตามินเยอะ ๆ แต่ความจริงแล้ว การตากแดดตอนเช้าตรู่หรือตอนเย็นเพียงสิบห้านาที ผิวหนังก็สามารถสร้างวิตามินดีได้อย่างเพียงพอแล้ว โดยไม่ต้องตากแดดทั้งวัน การตากแดดกลางวันอาจเป็นอันตรายมากกว่า เนื่องจากในแสงแดดมีรังสียูวี ซึ่งแบ่งเป็น ยูวีเอ ยูวีบี ยูวีซี รังสียูวีซีมีอันตรายที่สุดแต่เราไม่โดนเพราะชั้นบรรยากาศได้บังเอาไว้ เราจะโดนรังสียูวีเอ กับยูวีบี ซึ่งถ้าโดนเต็ม ๆ ช่วงเวลาสิบโมงเช้าถึงสามโมงเย็นจะโดนเต็ม ๆ มากที่สุด ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงแสงแดดในช่วงเวลาดังกล่าว

แล้วการทาคลีมกันแดดจะช่วยป้องกันมะเร็งผิวหนังได้หรือไม่

บางคนชอบทาครีมกันแดดเพื่อป้องกันรังสียูวี แต่เราควรทราบก่อนว่าครีมเหล่านั้นกันเฉพาะยูวีบีเป็นหลัก โดยการเลือกครีมควรเลือกที่มีค่า spf (sun protection factor) มากกว่า 25 ขึ้นไป จึงจะพอกันรังสีได้ แต่ไม่ได้กันรังสียูวีเอ มีส่วนน้อยเท่านั้นที่กันได้ โดยการจะเห็นสัญลักษณ์เป็นรูปวงกลมมีตัวอักษรที่เขียนว่า uva อยู่ข้างใน นอกจากนี้ยังพบอีกว่าครีมส่วนมากที่ขายในไทยมี spf น้อยกว่าที่เขียนไว้ข้างนอกอย่างมาก ดังนั้นการใช้ครีมเหล่านี้ควรจะซื้อในโรงพยาบาลที่มีขายจะได้มาตรฐานกว่า

ดังนั้น เราไม่ควรตากแดดในตอนกลางวันนาน ๆ เพราะอาจทำให้เกิดเป็นมะเร็งผิวหนังใด้ ถ้าต้องการถูกแสงแดดขอแนะนำว่าให้เป็นช่วงเช้าตรู่ หรือช่วงเย็น เพราะแสงแดดอ่อน ๆ จะช่วยสังเคราะห์วิตามินดีให้กับร่างกาย ซึ่งเป็นตัวต่อต้านอนุมูลอิสระ ฉะนั้นการตากแดดในช่วงเช้าก่อน 10 โมงเช้า และตอนเย็นหลังเวลา 4 โมงเย็น จะช่วยลดการเกิดมะเร็ง เป็นกระบวนการลด Malanoma หรือเนื้องอกชนิดร้ายแรงของเซลล์มะเร็งนั่นเอง