มะเร็งลําไส้ระยะสุดท้าย

มะเร็งลำไส้ถือว่าเป็นภัยเงียบที่อันตรายมาก เพราะโรคร้ายในลำไส้นั้นระยะเริ่มแรกจะไม่มีอาการให้เห็น ดังนั้นเมื่อเกิดอาการกว่าจะมาพบแพทย์ก็เป็นระยะหลัง ๆ แล้ว หรือบางคนอาจจะคิดว่าตัวเองไม่เป็นอะไรกว่าจะมาพบแพทย์ก็เป็นมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้ายแล้ว ไม่เหมือนมะเร็งบางชนิดที่สังเกตได้ง่าย ดังนั้นมะเร็งลำไส้จึงถือว่าเป็นภัยเงียบที่อันตราย

คำแนะนำการรักษาแบบธรรมชาติสำหรับผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ระยะสุดท้าย

ในระยะสุดท้ายนั้น ผู้ป่วยบางรายต้องผ่าตัดตรงหน้าท้องเพื่อขับภ่ายของเสีย บางรายใช้ยาต้านมะเร็งจนดื้อยาแล้ว บางรายใบเคมีบำบัดเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งแต่ก็ไปทำลายภูมิคุ้มกันส่วนที่ดีไป เพิ่มผลเสียต่อร่างกายมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นแนะนำให้ผู้ป่วยรักษาแบบธรรมชาติ ซึ่งการรักษาแบบธรรมชาตินั้น ก็ง่าย ๆ ประมาณนี้

1. จิตใจ ต้องสู้ ซึ่งการมีกำลังใจที่ดีสามารถช่วยผู้ป่วยได้มาก ควรทำจิตใจให้สงบ หมั่นทำสมาธิ เพราะสมาธิก็มีผลต่อโรคร้ายเหมือนกัน
2. อาหาร ควรงดเว้นเนื้อสัตว์ นม ไข่ แล้วหันมารับประทานอาหารที่ต่อต้านมะเร็ง ซึ่งได้แก่ ธัญพืช 5 ชนิด ข้าวกล้อง, ข้าวม้ง, ข้าวบาเล่ย์, ข้าวสาลี, และลูกเดือย นำมาหุงด้วยหม้อข้าวไฟฟ้า ผักผลไม้ 10 ชนิด ได้แก่ หอมหัวใหญ่, มันฝรั่งหรือมันเทศ, กล้วยน้ำว้าสุก (8 ลูก/วัน), ฟักทอง, ข้าวโพดหวาน, ยอดแค, ถั่วพู (2 ชนิดนี้ห้ามขาด), บลอคโคลี่ หรือกะหล่ำ ดอก, ถั่วหวาน และคะน้าฮ่องกง(ผักผลไม้ 5 ชนิดแรกใช้นึ่ง) นำทั้ง 10 ชนิด หั่นเป็นชิ้นๆ นำมาเข้าเครื่องปั่นแบบไม่ต้องละเอียดมาก เพื่อให้กระเพาะอาหาร ทำหน้าที่ย่อย จากนั้นนำมารับประทานหนัก 1 กก./วัน กับธัญพืช
3. อาบน้ำ ให้อาบน้ำร้อนกับน้ำเย็นสลับกัน 2 นาที รวมเวลา 10 นาทีต่อวัน
4. การออกกำลังกาย การออกกำลังกายช่วยให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง ถึงแม้ว่าปัจจุบันยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าการออกกำลังกายแบบไหน เท่าไหร่ และยังไง ให้ผลดีที่สุดกับมะเร็งแต่ละชนิด แต่การออกกำลังกายปานกลาง ไม่มากและไม่น้อยเกินไป ให้ผลดีกับผู้ป่วยมะเร็ง อ่านเพิ่มเติมได้ที่ การออกกำลังกายเพื่อป้องกันมะเร็ง

ดูรายละเอียดเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ที่ มะเร็งลำไส้ใหญ่

รู้จักกับมะเร็งลำไส้ใหญ่

รู้หรือไม่ว่าสถิติปีล่าสุด(ปี 2551) ของสถาบันมะเร็งแห่งชาติพบว่าโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือทวารหนักเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ของชายไทยและอันดับ 3 ของหญิงไทย ในขณะที่องค์การอนามัยโลกก็ออกรายงานมาว่ามะเร็งชนิดนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 3 ของโรคมะเร็งทั่วโลก

รู้จักกับมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทวารหนัก

ลำไส้ เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของระบบทางเดินอาหาร ประกอบไปด้วยสองส่วนสำคัญ คือ ลำไส้เล็ก และลำไส้ใหญ่ โดยลำไส้ใหญ่นั้นจะแบ่งออกเป็นลำไส้ใหญ่ส่วนต้น (Cecum) ลำไส้ใหญ่ (Colon) และลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย หรือลำไส้ตรง (Rectum) ซึ่งมีความยาวไม่กี่นิ้ว และถือเป็นส่วนสุดท้ายของทางเดินอาหาร ทำหน้าที่กักเก็บและขับถ่ายกากอาหารที่ผ่านการย่อย เพื่อเตรียมขับถ่ายออกจากร่างกายต่อไป

สำหรับโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือ Colon Cancer นั้น เซลล์มะเร็งจะก่อตัวขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อของลำไส้ใหญ่ ขณะที่ในมะเร็งทวารหนักเซลล์มะเร็งจะเกิดขึ้นบริเวณเนื้อเยื่อในส่วนปลายสุดของลำไส้ใหญ่ใกล้กับทวารหนัก

สาเหตุ

– กลุ่มประชากรที่มีการบริโภคอาหารประเภทเนื้อสัตว์ แป้งและไขมันในปริมาณสูงจะพบได้มาก อาจเป็นผลมาจากอาหารที่ไม่มีกาก ทำให้เกิดการท้องผูก และมีการคั่งค้างของอุจจาระในลำใส้ เยื่อบุลำไส้จึงมีโอกาศสัมผัสกับสารก่อมะเร็ง ซึ่งพบมากในกากอาหารจำพวกไขมันได้มากขึ้น
– ผู้ป้วยที่มีติ่งเนื้องอกบางชนิดในลำไส้ใหญ่มักเป็นติ่งเนื้องอกชนิดที่เป็นกรรมพันธุ์
– การอักเสบ มีแผลเรื้อรังในลำใส้ใหญ่ รวมทั้งริดสีดวงทวารที่มีการอักเสบเรื้อรัง
– ในผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออก จะพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่สูงกว่าคนปกติ อาจเป็นผลมาจากที่ไม่มีถุงพักน้ำดีที่สร้างโดยตับ น้ำดีจึงไหลลงสู่ทางเดินอาหารอยู่ตลอดเวลาจนเกิดการระคาย และเกิดเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้

อาการโดยทั่วไป

มีเลือดปนออกมาจากอุจจาระ มีเลือดออกมาจากทางทวารหนัก อาการท้องผูกสลับกับท้องเสีย ลำไส้อักเสบเรื้อรัง อาจคลำได้ก้อนในช่องท้อง ซึ่งมักเป็นทางด้านขวาตอนล่าง อาการปวดเบ่งบริเวณทวารหนักคล้ายปวดอุจจาระตลอดเวลา อาจมีการซีด อ่อนเพลีย และน้ำหนักตัวลด ผู้ป่วยบางรายอาจมาด้วยอาการลำไส้อุดตัน คือ จะปวดท้องอย่างรุนแรงคล้ายกับลำไส้ถูกบิด สลับกันเป็น ๆ หาย ๆ ร่วมกับการไม่ถ่ายอุจจาระ ไม่ผายลม เป็นต้น

การตรวจวินิจฉัย

การตรวจวินิจฉัย ทำได้โดยการตรวจอุจจาระเพื่อดูว่ามีเลือดในอุจจาระหรือไม่ ซึ่งในระยะแรกอาจจะมีปริมาณน้อย จนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและหากรอยโรคอยู่ใกล้ทวารหนัก อาจตรวจพบโดยการใช้นิ้วสอดเข้าตรวจทางทวารหนัก เมื่อพบเลือดในอุจจาระจึงเอกเรย์ลำไส้ใหญ่ด้วยการสวนแป้ง และการส่องกล้องเข้าทางทวารหนัก เพื่อตรวจและตัดชิ้นเนื้อ การตรวจเลือดดูระดับโปรตีนชนิดหนึ่งที่สร้างโดยเซลล์ คือ CEA(Carcino-embryonic Antigen) จะมีส่วนช่วยในการวินิจฉัยมากขึ้น

ระยะของโรค

ในกรณีที่มีการตรวจพบเซลล์มะเร็ง แพทย์จะแบ่งระยะของโรคออกเป็นดังนี้
ระยะ 0 เซลล์มะเร็งจำกัดเฉพาะในบริเวณผิวของลำไส้ มีโอกาสในการรักษาให้หายขาดได้
ระยะ 1 มะเร็งยังคงจำกัดอยู่ที่ผนังลำไส้ด้านใน แต่ยังสามารถรักษาให้หายขาดได้
ระยะ 2 มะเร็งเริ่มแพร่กระจายออกไปถึงชั้นกล้ามเนื้อของผนังลำไส้ แต่ไม่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองซึ่งยังรักษาให้หายได้
ระยะ 3 เซลล์มะเร็งเริ่มแพร่กระจายไปยังต่อมน้ำเหลืองแต่ไม่ลามไปยังส่วนอื่น หลังการผ่าตัด ควรได้รับเคมีบำบัดร่วมด้วย
ระยะ 4 เซลล์มะเร็งเริ่มแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ เช่น ปอด ตับ และกระดูก ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาด แต่จะเป็นการรักษาเพื่อบรรเทาอาการให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

การรักษา

วิธีที่แพทย์เลือกใช้ในการรักษาโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักนั้น ส่วนใหญ่แล้วขึ้นอยู่กับระยะของโรค ในระยะแรกของโรคจะใช้การผ่าตัด แต่หากไม่สามารถเอารอยโรคออกได้หมด จะใช้รังสีและยาเคมีบำบัดช่วยเพิ่มผลในการรักษา

ข้อควรปฎิบัติ

– ในผู้ป่วยที่มีอัตราเสี่ยง คือ มีเนื้องอกในลำไส้ มีการอักเสบเรื้อรังของลำไส้และผู้ที่ตัดถุงน้ำดีไปแล้ว ควรพบแพทย์เพื่อเฝ้าระวังโรคอย่างต่อเนื่อง อย่างน้อยปีละครั้ง
– ควรได้รับการตรวจทางทวารหนักเมื่อมีการถ่ายอุจจาระเป็นเลือด
– หลังอายุ 40 ปี ควรได้รับการตรวจทางทวารหนักและตรวจหาเลือดในอุจจาระ (Occult Blood) ปีละครั้ง
– เมื่ออายุ 55 ปี ควรได้รับการส่องกล้องเข้าทางทวารหนักเพื่อตรวจดูลำไส้ใหญ่และตรวจทุก 10 ปี